belanegara – ความหวังของทัพ "อัศวินสีส้ม" เนเธอร์แลนด์ ที่จะทะยานเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2026 ต้องมลายสิ้นลงอย่างเจ็บปวดที่สุด หลังจากที่พวกเขาเกือบจะคว้าชัยชนะได้อยู่แล้ว แต่กลับถูกโมร็อกโกตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษสุดระทึก 2-3 ที่สนามเอสตาดิโอ มอนเตร์เรย์ ยัสซีน บูนู ผู้รักษาประตูจอมหนึบของโมร็อกโก กลายเป็นฮีโร่เมื่อเซฟลูกจุดโทษสำคัญของคริสเตนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ก่อนที่อิสมาเอล ไซบารี จะสังหารลูกสุดท้ายพา "สิงโตแอตลาส" กรุยทางสู่รอบต่อไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ประตูของกัคโปเกือบเป็นตัวตัดสิน

เกมในครึ่งแรกดำเนินไปอย่างรัดกุมและไร้สกอร์ โมร็อกโกสร้างโอกาสอันตรายได้หลายครั้งผ่านอัชราฟ ฮาคิมี่, บิลาล เอล คานนูส และนีล เอล ไอนาวี แต่บาร์ท แฟร์บรูคเก้น ผู้รักษาประตูของเนเธอร์แลนด์ก็ยังคงโชว์ฟอร์มหนึบ สกัดกั้นไว้ได้ทั้งหมด ความอึดอัดของเกมมาถูกปลดเปลื้องในนาทีที่ 72 เมื่อคริสเตนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ บรรจงจ่ายบอลให้โคดี้ กัคโป ซัดประตูเบิกร่อง พาเนเธอร์แลนด์ขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้ทำให้ทัพ "อัศวินสีส้ม" อยู่บนความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด การปรับเปลี่ยนแทคติกของโรนัลด์ คูมัน ผู้จัดการทีม ก็ดูเหมือนจะทำให้แนวรับของทีมแข็งแกร่งขึ้น เพื่อรักษาสกอร์นำไว้ให้ได้
อิสซา ดิย็อป บังคับให้เกมยืดเยื้อ
ทว่าในขณะที่เนเธอร์แลนด์กำลังจะเห็นความฝันในการผ่านเข้ารอบกลายเป็นจริง โมร็อกโกก็ลงโทษพวกเขาอย่างเจ็บแสบในนาทีที่ 90+1 ลูกครอสอันแม่นยำของเชมส์ดีน ทัลบี ถูกอิสซา ดิย็อป โหม่งเต็มศีรษะ บอลพุ่งผ่านมือบาร์ท แฟร์บรูคเก้น เข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม สกอร์เปลี่ยนเป็น 1-1 ช็อกแฟนบอลทั้งสนาม และทำให้เกมต้องยืดเยื้อออกไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ โมร็อกโกกลับมาเป็นฝ่ายที่ครองเกมได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน พวกเขาโหมบุกอย่างหนัก และโซเฟียน ราฮิมี่ ก็เกือบจะพังประตูชัยได้อยู่แล้ว แต่บาร์ท แฟร์บรูคเก้น ก็ยังคงโชว์ซูเปอร์เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้เนเธอร์แลนด์ยังคงยืนหยัดอยู่ในเกมได้ แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ โมร็อกโกก็ไม่สามารถทำประตูที่สองได้ ทำให้การตัดสินต้องไปวัดกันที่การดวลจุดโทษ
บูนูปิดเส้นทางของเนเธอร์แลนด์
การดวลจุดโทษเริ่มต้นขึ้นด้วยความตื่นเต้น เติน คูปไมเนอร์ส สังหารลูกแรกให้เนเธอร์แลนด์ไม่พลาด แต่ทว่านีล เอล ไอนาวี ของโมร็อกโกกลับยิงพลาด ดราม่าดำเนินต่อไปเมื่อจัสติน ไคลเวิร์ต ยิงไม่เข้า แต่โซเฟียน ราฮิมี่ ก็ยิงตีเสมอได้สำเร็จ วูท เวกฮอร์สต์ และเชมส์ดีน ทัลบี ต่างก็ยิงเข้าประตูไปอย่างแม่นยำ ตามมาด้วยความผิดหวังของควินเตน ทิมเบอร์ ที่ยิงพลาด และอัชราฟ ฮาคิมี่ ที่ก็ยิงไม่เข้าเช่นกัน ทำให้สกอร์ยังคงเสมอกันอยู่ จุดชี้ชะตามาถึงเมื่อยัสซีน บูนู ผู้รักษาประตูจอมหนึบของโมร็อกโก โชว์ซูเปอร์เซฟ ปัดลูกยิงของคริสเตนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ได้อย่างยอดเยี่ยม และสุดท้าย อิสมาเอล ไซบารี ก็ก้าวเข้ามารับหน้าที่สังหารลูกสุดท้ายอย่างใจเย็น ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายอย่างเด็ดขาด พาโมร็อกโกเอาชนะไปได้ 3-2 ในการดวลจุดโทษ และคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ
บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เนเธอร์แลนด์เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่นาทีก็จะคว้าชัยชนะได้อยู่แล้วหลังจากประตูของโคดี้ กัคโป แต่การตัดสินใจเล่นเกมรับลึกเกินไป ทำให้โมร็อกโกมีอิสระที่จะกดดันอย่างต่อเนื่องจนสามารถตีเสมอได้ในที่สุด ในทางกลับกัน โมร็อกโกแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่น่ายกย่อง พวกเขายังคงอดทนเมื่อตกเป็นฝ่ายตามหลัง ยังคงครองเกมได้เหนือกว่าในช่วงต่อเวลาพิเศษ และแสดงความเยือกเย็นได้อย่างยอดเยี่ยมในการดวลจุดโทษ การผ่านเข้ารอบของ "สิงโตแอตลาส" จึงถือว่าสมควรแล้ว เมื่อพิจารณาจากความสม่ำเสมอและความมุ่งมั่นที่พวกเขาสร้างสรรค์ตลอดทั้งเกม