Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
- ซูเปอร์ซับสั่งตาย! มิเกล เมริโน่ เหมาสองพา สเปน พลิกนรกแซงโครเอเชีย ผงาดคว้าชัยศึก Nations League
- หัวข้อข่าว: สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ? เงินสำรองธนาคารกลางอินโดนีเซียชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในเดือนกันยายนนี้
- พลิกโฉมวงการฟุตบอล! Bank BSN รุกหนักผนึกกำลัง Persikad และ Persiraja ปูทางสู่ระบบนิเวศการเงินอิสลามเต็มรูปแบบ
- หัวข้อข่าว: พลิกโฉมกฎหมายแรงงานใหม่! รับรองสถานะ ‘พาร์ทเนอร์’ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ตอบโจทย์ไรเดอร์ยุคใหม่ที่รักอิสระ
- จับตา! CEO Danantara เผยรายชื่อรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ เตรียมบุกตลาดหุ้น IPO ปี 2027 กลุ่มไหนเตรียมพุ่ง?
- ช็อกแฟนราชัน! เอ็นดริก เตรียมลามาดริด? ยอดทีมพรีเมียร์ลีกจ่อปาดหน้าคว้าตัวดาวรุ่งบราซิลเสริมคม
- ประธานาธิบดีปราโบโวร่วมเป็นสักขีพยาน! การทวงคืนทรัพย์สินรัฐครั้งมโหฬาร มูลค่ากว่า 13 ล้านล้านรูเปียห์ พร้อมยึดคืนผืนป่ามหาศาล
- จับตา! ธนาคารยักษ์ใหญ่เตรียมแปลงโฉมสู่ระบบอิสลามในปี 2027? OJK เผยความคืบหน้าล่าสุดที่ตลาดต้องฟัง
Penulis: Annas
belanegara – กลายเป็นฮีโร่ในชั่วข้ามคืนสำหรับ มิเกล เมริโน่ กองกลางตัวเก่งของอาร์เซนอล ที่ลงสนามมาในฐานะตัวสำรองก่อนจะระเบิดฟอร์มซัดคนเดียวสองประตู ช่วยให้ทัพ "ลา โรฆ่า" ทีมชาติสเปน พลิกสถานการณ์จากตามหลังกลับมาเอาชนะ โครเอเชีย ไปได้อย่างสุดมัน 2-1 ในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก ส่งผลให้สเปนเก็บชัยชนะรวด 4 นัดในกลุ่ม A3 พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้อย่างสง่างาม เกมนี้เริ่มต้นด้วยความผิดพลาดของแนวรับสเปน เมื่อนาทีที่ 17 อิวาน เปริซิช ได้จังหวะโหม่งซ้ำลูกกระดอนจากการเซฟของ อูไน ซิมอน ช่วยให้โครเอเชียออกนำไปก่อน 1-0 ซึ่งก่อนหน้านั้นซิมอนเองก็ต้องโชว์ซูเปอร์เซฟปัดลูกโหม่งของ โจซิป สตานิซิช ในนาทีที่ 13 มาแล้ว นอกจากนี้โครเอเชียเกือบจะได้ประตูที่สองจากความผิดพลาดในการจ่ายบอลของซิมอนที่ถูก นิโคล่า วลาซิช ตัดหน้าได้ แต่สุดท้ายซิมอนก็ยังโชว์ความเหนียวช่วยทีมไว้ได้ทัน Gambar Istimewa : gilabola.com จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงพักครึ่ง เมื่อ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ตัดสินใจแก้เกมด้วยการส่ง มิเกล เมริโน่ ลงมาแทน อเล็กซ์ บาเอน่า และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เมริโน่ ทำประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในช่วงนาทีที่ 60 ด้วยการยิงเน้นๆ ไปที่มุมล่างซ้าย ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันเมื่อโครเอเชียต้องเหลือผู้เล่น 10 คนจากการที่ เปริซิช โดนใบเหลืองที่สองจากการทำฟาวล์ มาร์ก กูกูเรย่า ซึ่งผู้ตัดสินได้เช็ก VAR แล้วยืนยันคำตัดสินเดิม ความได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่นทำให้สเปนโหมบุกหนัก จนกระทั่งนาทีที่ 88 เมริโน่ ก็มาทำประตูชัยด้วยการควบคุมบอลจากลูกส่งของ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ก่อนซัดด้วยเท้าซ้ายเต็มแรงเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม ส่งให้สเปนคว้าชัยและรักษาสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนานถึง 42 นัดในทุกรายการ ชัยชนะนัดนี้ยังตอกย้ำฉายา "ซูเปอร์ซับ" ของเมริโน่ ได้อย่างชัดเจน โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 เขาทำไปแล้วถึง 6 ประตูจากการลงสนามเป็นตัวสำรอง 16 นัด…
belanegara – สภาวะทางการเงินในอินโดนีเซียเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามตา โดยล่าสุดธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณเงินขั้นต้น (M0) แบบปรับปรุง (Adjusted) ในเดือนกันยายน 2026 มีอัตราการเติบโตที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เคยพุ่งสูงถึงร้อยละ 16.3 โดยมูลค่ารวมของเงินสำรองที่ปรับปรุงแล้วในเดือนกันยายนนี้อยู่ที่ประมาณ 2,353.1 ล้านล้านรูเปียห์ Gambar Istimewa : img.okezone.com นาย Ramdan Denny Prakoso ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสื่อสารของธนาคารกลางอินโดนีเซีย ได้ชี้แจงผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขนี้ได้รับอิทธิพลหลักมาจากสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเติบโตของปริมาณเงินสดที่หมุนเวียนในระบบซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 (yoy) และการขยายตัวของเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับธนาคารกลางที่ร้อยละ 3.9 (yoy) ทั้งนี้ การคำนวณปริมาณเงิน M0 แบบปรับปรุง (Adjusted) เป็นการวิเคราะห์ที่ผ่านการคัดกรองผลกระทบจากการให้สิทธิประโยชน์ด้านสภาพคล่อง (Monetary Control Adjusted) ออกไปแล้ว เพื่อให้เห็นภาพรวมของเงินสำรองที่แท้จริง โดยตัวเลขนี้จะพิจารณาจากการปรับปรุงยอดเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ตามเกณฑ์อัตราเงินสำรองที่ต้องดำรงไว้ (GWM) คูณกับยอดเงินฝากจากลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา นักวิเคราะห์เศรษฐกิจกำลังจับตาดูว่า การชะลอตัวของปริมาณเงินในครั้งนี้จะเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น หรือเป็นสัญญาณสะท้อนถึงสภาวะการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงกันแน่ ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเงินล่าสุดได้ที่ belanegara.co
belanegara – ก้าวสำคัญของภาคการเงินอิสลามในอินโดนีเซียเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อ PT Bank Syariah Nasional หรือ Bank BSN ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกในการขยายฐานบริการทางการเงินเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมกีฬา โดยล่าสุดได้บรรลงความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับสองสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Persikad Depok และ Persiraja Banda Aceh เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งผ่านแพลตฟอร์มชารีอะห์ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลทั่วไป แต่เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงระหว่างโลกของกีฬาและบริการทางการเงินเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น โดย Bank BSN เล็งเห็นถึงศักยภาพของฐานแฟนบอลที่มีจำนวนมหาศาลและมีความผูกพันกับชุมชนอย่างสูง ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืนได้ Gambar Istimewa : a.okezone.com ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ (PKS) ที่ลงนามกัน ณ กรุงจาการ์ตาเมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสำรวจโอกาสในการสร้างความร่วมมือในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการนำบริการธนาคารอิสลามมาปรับใช้ในสโมสร การผลักดันธุรกรรมดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน "Bale Syariah by BSN" รวมถึงการพัฒนาระบบการชำระเงินที่ทันสมัยภายในสนามแข่งขัน ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แผนการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดย Bank BSN ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบนิเวศการชำระเงินที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs) และพ่อค้าแม่ค้าที่ดำเนินธุรกิจอยู่รอบๆ สนามแข่งขันของทั้งสองสโมสร เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินจากการหมุนเวียนในวงการฟุตบอลจะกระจายไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและสอดคล้องกับหลักการชารีอะห์ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ครบวงจร ตั้งแต่ความต้องการทางการเงินของสโมสรและตัวนักเตะ ไปจนถึงความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมของเหล่าแฟนบอล และการเติบโตของธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมการเงินและกีฬาของภูมิภาคนี้ ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดได้ที่ belanegara.co
belanegara – ก้าวสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายแรงงานในอินโดนีเซียมาถึงแล้ว เมื่อสภาผู้แทนราษฎร (DPR) ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการรับรอง "ความสัมพันธ์แบบพันธมิตร" (Partnership) ให้มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานยุคดิจิทัล นางเนตตี้ ปราเซตียานี สมาชิกคณะกรรมาธิการที่ 9 แห่งสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์รูปแบบพิเศษนี้ถูกบรรจุไว้ในหมวดเฉพาะว่าด้วย "ความสัมพันธ์ในการจ้างงานบางประเภท" โดยกฎหมายฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า รูปแบบการทำงานบางอย่างสามารถดำเนินการภายใต้ระบบพันธมิตร และครอบคลุมไปถึงการทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ อีกด้วย Gambar Istimewa : img.okezone.com การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า แต่เป็นผลจากการรับฟังเสียงสะท้อนอย่างหนักจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมแรงงาน กลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน (Online Driver) รวมถึงชุมชนแรงงานอิสระ ซึ่งจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา พบว่ามีแรงงานจำนวนไม่น้อยที่ต้องการ "รักษา" สถานะการเป็นพาร์ทเนอร์เอาไว้ มากกว่าการถูกเปลี่ยนให้เป็นลูกจ้างประจำแบบดั้งเดิม นางเนตตี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า เจตนารมณ์หลักของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้าง "ร่มเงาทางกฎหมาย" เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ทำงานในรูปแบบพันธมิตรจะได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสม โดยไม่ได้ทอดทิ้งสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับขอบเขตของสถานะพาร์ทเนอร์ เช่น ความยืดหยุ่นในการทำงาน หรือเกณฑ์อายุที่เหมาะสม จะถูกกำหนดไว้อย่างละเอียดในกฎหมายลำดับรองอื่นๆ ต่อไป เหตุผลสำคัญที่กลุ่มไรเดอร์และคนขับรถออนไลน์ต้องการคงสถานะพาร์ทเนอร์ไว้ คือเรื่องของ "อิสระ" และ "โอกาส" เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการถูกผูกมัดไว้กับบริษัทหรือแอปพลิเคชันเพียงเจ้าเดียว การเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการเวลาและเลือกรับงานจากหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันได้ เพื่อเพิ่มรายได้และลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ขณะเดียวกัน ทางด้านสมาคมสื่อสารเพื่อความสามัคคีของกลุ่มไรเดอร์ออนไลน์ (FKPO) ก็ได้เข้าพบกับนายซุฟมี ดาสโก อาหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความยืดหยุ่นในการทำงาน ควบคู่ไปกับการเรียกร้องสวัสดิการและความชัดเจนในด้านกฎระเบียบ ซึ่งทางนายดาสโกยืนยันว่า ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานร่วมกับรัฐบาลและบริษัทแพลตฟอร์ม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนขับรถออนไลน์ให้ดีขึ้น สำหรับรายละเอียดของกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่นี้ ประกอบด้วย 23 หมวด และ 313 มาตรา ซึ่งถือเป็นโครงสร้างทางกฎหมายขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาจัดระเบียบตลาดแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน ติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและนโยบายที่น่าสนใจได้ที่ belanegara.co
belanegara – วงการตลาดทุนอินโดนีเซียเตรียมคึกคักอีกครั้ง เมื่อซีอีโอของ Danantara ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับการนำรัฐวิสาหกิจ (BUMN) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) โดยระบุว่าขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกและประเมินศักยภาพของบริษัทที่มีความพร้อม เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียภายในปี 2027 นาย Rosan Perkasa Roeslani ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Danantara เปิดเผยว่า ทางหน่วยงานกำลังเร่งวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจของรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพสูง โดยเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน (Financial Sector), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ไปจนถึงกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติและเหมืองแร่ (Mining) อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อบริษัทแบบเฉพาะเจาะจงว่าจะมีบริษัทใดบ้างที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว Gambar Istimewa : img.okezone.com "ขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการระบุตัวตนและประเมินผล โดยภายในสิ้นปีนี้เราตั้งเป้าที่จะสรุปรายชื่อบริษัทที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับกระแสตอบรับเชิงบวกอย่างมากจากทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งจากภายในประเทศและนักลงทุนจากต่างประเทศ" นาย Rosan กล่าวภายหลังเข้าร่วมงาน Investor Daily Summit 2026 ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำหรับการตัดสินใจนำรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่การแสวงหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการขยายฐานธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสขององค์กร เนื่องจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งจากภาครัฐในฐานะผู้ถือหุ้นหลักและจากผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งปัจจัยนี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ นาย Dony Oskaria ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ Danantara และหัวหน้าหน่วยงาน BUMN ยังเคยให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า มีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่กำลังมองหาช่องทางในการระดมทุนผ่านตลาดทุน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต รายงานข่าวจาก belanegara.co
belanegara – อนาคตของ เอ็นดริก เฟลิเป้ ในถิ่นซานติอาโก เบร์นาเบว เริ่มไม่แน่นอนเสียแล้ว เมื่อมีรายงานหนาหูว่าดาวรุ่งพุ่งแรงชาวบราซิลรายนี้ กำลังพิจารณาขอย้ายออกจาก เรอัล มาดริด ในรูปแบบสัญญายืมตัวช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคมนี้ เพื่อโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานจากสถานีวิทยุชื่อดังในสเปนอย่าง Cadena SER ระบุว่า แอสตัน วิลล่า ทีมดังจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลายเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะคว้าตัวกองหน้าวัย 20 ปีรายนี้ไปร่วมทัพ แม้ว่าปัจจุบันทัพ "สิงห์ผงาด" จะรั้งอันดับ 16 ในตารางพรีเมียร์ลีก แต่โปรเจกต์การลุยศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก คือแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดใจเอ็นดริกเป็นอย่างมาก Gambar Istimewa : gilabola.com สถานการณ์ของเอ็นดริกในยุคของ โชเซ มูรินโญ่ ดูจะตีบตันอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2026-2027 เขาได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ไปเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้น ทั้งที่เขามีสภาพร่างกายที่พร้อมลงเล่นมาตลอด 4 เกมหลังสุด สาเหตุหลักมาจากขุมกำลังแนวรุกของ "ราชันชุดขาว" ที่แข็งแกร่งเกินต้านทาน ไม่ว่าจะเป็น คีเลียน เอ็มบัปเป้, วินิซิอุส จูเนียร์, บราฮิม ดิอาซ, คาร์ลอส เอสปิ รวมถึง โรดรีโก้ ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมา ทำให้ลำดับความสำคัญของเอ็นดริกในแผนการทำทีมลดน้อยลง ก่อนหน้านี้ เอ็นดริก เคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในช่วงที่ถูกปล่อยยืมตัวไปอยู่กับ โอลิมปิก ลียง ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลก่อน ภายใต้การคุมทีมของ เปาโล ฟอนเซก้า โดยเขาสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการลงเล่น 21 นัด ซัดไป 8 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งฟอร์มอันร้อนแรงนี้เองที่ทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 แต่ทว่าความสำเร็จดังกล่าวกลับไม่สามารถเปลี่ยนใจมูรินโญ่ให้มอบบทบาทสำคัญในทีมมาดริดได้ นอกจากแอสตัน วิลล่า แล้ว ลียง ก็ยังแสดงความสนใจที่จะดึงตัวเขากลับไปร่วมทีมอีกครั้ง รวมถึงมีข่าวเชื่อมโยงกับ อาแอส โรม่า ที่พร้อมเปิดศึกชิงลายเซ็นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างสโมสรต่างๆ กับตัวแทนของนักเตะก่อนที่จะถึงตลาดซื้อขายเดือนมกราคมนี้…
belanegara – ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบเงินค่าปรับทางปกครองและทรัพย์สินที่กู้คืนมาเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ณ สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงจาการ์ตา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้เป็นการส่งมอบเงินจำนวนมหาศาลถึง 13.24 ล้านล้านรูเปียห์ พร้อมด้วยการส่งคืนพื้นที่ป่าไม้ที่มีเนื้อที่รวมกว่า 259,000 เฮกตาร์ โดยมีอัยการสูงสุด เอสที บุรฮานุดดิน เป็นผู้ส่งมอบให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้ Gambar Istimewa : a.okezone.com สำหรับแหล่งที่มาของเงินจำนวนมหาศาลนี้ มาจากการจัดเก็บค่าปรับทางปกครองในภาคส่วนการป่าไม้ การจัดเก็บภาษีที่ค้างชำระ รวมถึงผลจากการดำเนินคดีอาญาพิเศษที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ที่ได้รับคืนมานั้น เป็นผลงานจากการปฏิบัติการเชิงรุกของหน่วยเฉพาะกิจเพื่อการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ (Satgas PKH) ที่สามารถทวงคืนพื้นที่ป่าจากการบุกรุกได้สำเร็จ ทางด้านอัยการสูงสุด เอสที บุรฮานุดดิน ได้เน้นย้ำว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าความมั่งคั่งจากทรัพยากรเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างแท้จริง ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและประเด็นร้อนทั่วโลกได้ที่ belanegara.co
belanegara – ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่สะพัดในแวดวงการเงินเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญของสถาบันการเงินในอินโดนีเซีย ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน หรือ OJK ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความชัดเจน กรณีที่มีกระแสข่าวว่าธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งกำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากธนาคารแบบดั้งเดิม (Conventional Bank) ไปสู่การเป็นธนาคารอิสลาม (Sharia Bank) อย่างเต็มตัวภายในปี 2027 คุณ Dian Ediana Rae หัวหน้าฝ่ายกำกับดูแลภาคธนาคารของ OJK ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างการประชุม ณ คณะกรรมาธิการที่ 11 ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่า การตัดสินใจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบชาริอะห์แบบเต็มรูปแบบนั้น ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ธนาคารสามารถนำมาพิจารณาเพื่อความแข็งแกร่งและการควบรวมธุรกิจในอนาคต Gambar Istimewa : img.okezone.com "มีความเป็นไปได้ครับ เนื่องจากทางเลือกในการปรับโครงสร้างนั้นยังเปิดกว้างอยู่ ธนาคารอาจจะเลือกใช้วิธีการแยกตัวออกไป (Spin-off) ในสเกลที่เล็กลง หรืออาจจะเป็นการควบรวมกิจการ (Merger) หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจแปลงโฉมธุรกิจทั้งหมดให้กลายเป็นธนาคารอิสลามไปเลย" คุณ Dian กล่าวอธิบายถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ทาง OJK ได้ออกมาย้ำเตือนเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในตลาดว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีธนาคารแห่งใดที่ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อหน่วยงานเพื่อขออนุมัติการแปลงสภาพดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพียงการหารือในระดับนโยบายและการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านการประชุมเพื่อความมั่นคงทางการเงิน (Prudential Meeting) ตามปกติเท่านั้น "ยังไม่มีการยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการครับ สิ่งที่เราคุยกันเป็นเพียงการหารือในวงประชุม Prudential Meeting เพื่อติดตามแผนการดำเนินงานและทิศทางของธนาคารต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการกำกับดูแล" คุณ Dian กล่าวเสริม ในขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีหน่วยธุรกิจอิสลาม (UUS) ดำเนินการอยู่แล้วนั้น รายงานระบุว่าคณะผู้บริหารกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อเฟ้นหาโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุดในการตอบโจทย์การเติบโตและสอดรับกับกฎระเบียบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตามรายงานจาก belanegara.co
belanegara – นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการพลังงาน โดยยอมรับว่ามาตรการปรับลดแผนงานและงบประมาณประจำปี (RKAB) สำหรับการผลิตถ่านหิน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้เขาถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มนักการเมืองระดับสูง ในการประชุม Investor Daily Summit 2026 ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายบาห์ลิลได้เล่าถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นว่า เขาได้รับคำถามและเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากบรรดานักการเมืองที่ตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลเบื้องหลังการลดโควตาการผลิตในครั้งนี้ โดยเขายืนยันหนักแน่นว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใคร แต่เป็นการทำเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศในภาพรวม Gambar Istimewa : img.okezone.com "มีนักการเมืองหลายคนเดินมาประท้วงผมว่า ‘ทำไมถึงลด RKAB ลงล่ะ เกิดอะไรขึ้น?’ ผมจึงตอบกลับไปว่า รัฐบาลไม่ได้ดูแลแค่ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เรายังต้องดูแลผู้ประกอบการรายย่อยด้วย" นายบาห์ลิลกล่าวอย่างตรงไปตรงมา หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการใช้ RKAB เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการกลไก "อุปสงค์และอุปทาน" (Supply and Demand) ให้เกิดความสมดุล หากรัฐบาลปล่อยให้มีการผลิตมากเกินความจำเป็น จะส่งผลให้ปริมาณถ่านหินล้นตลาด ซึ่งจะกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่งลงจนกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รัฐมนตรีบาห์ลิลยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า การจัดสรรโควตาที่มากเกินไปมักจะกระจุกตัวอยู่กับบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น การปรับลดโควตาในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือใบอนุญาตทำเหมือง (IUP) รายย่อย รวมถึงผู้ประกอบการในระดับท้องถิ่นได้มีพื้นที่ในการทำธุรกิจมากขึ้น "เครื่องมือเดียวที่รัฐมีอยู่ในมือเพื่อควบคุมสถานการณ์นี้คือ RKAB เราต้องคุมสมดุลให้ได้ สมมติว่าความต้องการในตลาดอยู่ที่ 300 เราก็ควรให้แค่ 300 จะให้ไป 400 ทำไม? เพราะถ้าปล่อยให้ล้น ตลาดจะถูกปั่นราคาและเกิดความปั่นป่วน" เขากล่าวเสริม ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวของกระทรวงพลังงานฯ ในการจัดระเบียบอุตสาหกรรมถ่านหิน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดโลก พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงด้านราคาและป้องกันการผูกขาดในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ รายงานโดย belanegara.co
จากสนามหญ้าสู่สมรภูมิการเมือง! มิลอส เคอร์เคซ แบ็กลิเวอร์พูลงานเข้า หลังถูกขึ้นบัญชี "ศัตรูยูเครน" เซ่นปมดราม่าในสนาม Gambar Istimewa : belanegara – กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ลามจากสนามฟุตบอลเข้าสู่เกมการเมืองระหว่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับ มิลอส เคอร์เคซ แบ็กดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ล่าสุดต้องตกเป็นเป้าสายตาหลังมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรูของยูเครน" ซึ่งชนวนเหตุทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากความเดือดในสนามระหว่างเกมเนชันส์ลีก ย้อนกลับไปในเกมที่ฮังการีปะทะกับยูเครน ณ กรุงบูดาเปสต์ เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา แม้ผลการแข่งขันยูเครนจะเฉือนชนะไปได้ 1-0 แต่สิ่งที่คนจำได้แม่นไม่ใช่แค่สกอร์ แต่คือเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง โดมินิก โซโบสไล กับ วิคเตอร์ ซิกานคอฟ จนกระทั่งเคอร์เคซกระโจนเข้าใส่และคว้าคอเสื้อของซิกานคอฟท่ามกลางความตึงเครียด ทว่าเรื่องราวกลับบานปลายเมื่อ "เซบาสเตียน" พ่อของเคอร์เคซ ซึ่งมีเชื้อสายเซอร์เบีย ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวลงใน Instagram Story พร้อมประกอบเพลง "Russian Paradise" ของแรปเปอร์ AK-47 การกระทำนี้ถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในยูเครนทันที ส่งผลให้ชื่อของทั้งมิลอสและพ่อของเขาถูกบรรจุลงใน Myrotvorets ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อยูเครน เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกโซเชียล เมื่อ อานิตา ออร์บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮังการี ต้องออกโรงปกป้องพลเมืองของตน โดยเธอออกมาประณามการสร้างตราบาปและการทำบัญชีดำ (Blacklist) ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเคอร์เคซและนักการเมืองฮังการีรายอื่น พร้อมยืนยันว่ากำลังประสานงานกับทางการยูเครนและสหพันธ์ฟุตบอลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยย้ำว่า "กีฬาควรเป็นเรื่องของสมรรถภาพ ความสามัคคี และการให้เกียรติกัน" ทางด้านตัวนักเตะเอง มิลอส เคอร์เคซ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความเกลียดชังผ่านสื่อท้องถิ่นอย่าง Telex โดยยืนยันชัดเจนว่า "ผมไม่เคยสนับสนุนความรุนแรงหรือการรุกรานใดๆ ในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามคือการปกป้องกัปตันทีมและเพื่อนร่วมทีมของผม ซึ่งผมจะทำแบบเดียวกันไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นชาติใดก็ตาม" แม้สถานการณ์จะตึงเครียดจนทำให้เคอร์เคซต้องพลาดการลงสนามในเกมนัดถัดไปเนื่องจากโทษแบน แต่บทเรียนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุโรปปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างความดุเดือดในเกมกีฬาและประเด็นความขัดแย้งระดับโลกนั้นช่างบางเฉียบเหลือเกิน ตามรายงานจาก belanegara.co