จาก TikTok สู่มาตรการเด็ดขาด! อินโดนีเซียเตรียมงัดไม้แข็ง สกัดสินค้าจีนทะลักตลาดออนไลน์ ปกป้องธุรกิจท้องถิ่น: ใครจะอยู่ ใครจะไป?
อินโดนีเซียกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นสินค้าจีนราคาถูกที่หลั่งไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Tokopedia และ TikTok Shop สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ นายพูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย จึงได้เปิดช่องทางพิจารณาการใช้มาตรการภาษีพิเศษเพิ่มเติมสำหรับสินค้าจากจีน เพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจท้องถิ่นที่กำลังถูกบีบจากสินค้าต่างชาติราคาถูก

แนวคิดนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นหลังจากที่นายพูร์บายาได้มีโอกาสพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นโดยตรงผ่านการไลฟ์สดบน TikTok เมื่อไม่นานมานี้ ในระหว่างการสนทนา ผู้ใช้งานจำนวนมากได้รายงานสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ระบบนิเวศของตลาดออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการท้องถิ่นอีกต่อไป แต่กลับถูกครอบงำโดยผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของทั้งร้านค้าออฟไลน์และผู้ค้าออนไลน์ในประเทศ
"มีข้อมูลที่น่าสนใจที่เราได้รับ ซึ่งเป็นการยืนยันเพิ่มเติมจากสิ่งที่เราเคยสงสัยมาตลอด นั่นคือการค้าแบบออฟไลน์ได้รับผลกระทบจากการค้าออนไลน์อย่างรุนแรง" นายพูร์บายากล่าวที่สำนักงานกระทรวงการคลังเมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 "ผมเคยคิดว่าตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นของคนอินโดนีเซีย แต่กลับพบว่ามีจำนวนมากถูกควบคุมโดยผู้ที่ไม่ใช่คนอินโดนีเซีย"
รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเร่งกำหนดกลยุทธ์ที่รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลจะยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอินโดนีเซียมีพื้นที่ยืนและเติบโตได้ นายพูร์บายาย้ำชัดว่า หากตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบออนไลน์ ผู้ประกอบการท้องถิ่นของอินโดนีเซียควรจะเป็นผู้ที่ครองระบบนิเวศนั้น "ดังนั้น เราจะคิดค้นมาตรการเชิงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพื่อให้ธุรกิจออฟไลน์สามารถอยู่รอดได้ แต่หากเราต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบออนไลน์ ผู้ประกอบการอินโดนีเซียก็ควรจะเป็นผู้ที่เติบโต เราจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ" เขากล่าวเสริม
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้สินค้าจีนมีราคาถูกอย่างน่าตกใจ คือข้อสงสัยว่ามีการอุดหนุนการส่งออกจากรัฐบาลจีนสูงถึง 15% ซึ่งสร้างความเสียเปรียบด้านราคาอย่างมหาศาล (price disadvantage) ให้กับสินค้าที่ผลิตในอินโดนีเซีย ซึ่งต้องแข่งขันในตลาดเดียวกัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการสร้างสมดุลและปกป้องผลประโยชน์ของชาติในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไร้พรมแดน.