belanegara – แม้จะโบกมือลาโอลด์ แทรฟฟอร์ดไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังคงสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก้อนโตจากอดีตผู้เล่นอย่าง อเลฮานโดร การ์นาโช่ และ เมสัน กรีนวูด ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเงื่อนไขการซื้อขายอันชาญฉลาดที่พวกเขาได้บรรจุไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
มีรายงานจากสื่อหลายสำนักว่า เชลซี สโมสรดังแห่งลอนดอน กำลังพิจารณาปล่อยตัว อเลฮานโดร การ์นาโช่ ปีกดาวรุ่งชาวอาร์เจนตินา ออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากการค้าแข้งฤดูกาลแรกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่เป็นไปตามความคาดหวังเท่าที่ควร แหล่งข่าวระบุว่า "สิงห์บลูส์" พร้อมเปิดโต๊ะเจรจา หากมีสโมสรใดยื่นข้อเสนอเข้ามาในราว 931 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 58 ล้านปอนด์) ซึ่งสถานการณ์นี้เองที่เปิดประตูให้ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสรับทรัพย์อีกครั้ง จากเงื่อนไขการแบ่งส่วนแบ่งจากการขายต่อ (sell-on clause) ที่พวกเขาได้ใส่ไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก

การ์นาโช่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทีมเชลซีด้วยค่าตัวราว 876 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 55 ล้านปอนด์) เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปีกวัย 22 ปีรายนี้กลับไม่สามารถสร้างอิมแพ็กต์ได้อย่างที่คาดหวัง เมื่อเชลซีทำได้เพียงจบอันดับที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก และพลาดโควตาไปเล่นฟุตบอลยุโรป ในข้อตกลงการย้ายทีมครั้งนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ใส่เงื่อนไขการรับส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์จากค่าตัวการขายครั้งต่อไป นั่นหมายความว่า หากเชลซีตัดสินใจขายการ์นาโช่ออกไปจริง "ปีศาจแดง" จะได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าธรรมเนียมที่สโมสรผู้ซื้อจ่ายเข้ามา
ที่สำคัญ การย้ายทีมของการ์นาโช่ครั้งก่อนยังถือเป็นกำไรเต็มจำนวนสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนื่องจากนักเตะรายนี้เป็นผลผลิตจากอะคาเดมีของสโมสร โดยการ์นาโช่ถูกดึงตัวมาจากแอตเลติโก มาดริด ในปี 2020 ด้วยค่าตัวเพียง 2.2 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 137,000 ปอนด์) ทำให้ผลกำไรจากการขายให้เชลซีถูกบันทึกเป็น "กำไรสุทธิ" เต็มเม็ดเต็มหน่วย ภายใต้กฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) ของพรีเมียร์ลีก โรมา เป็นหนึ่งในสโมสรที่ตกเป็นข่าวว่ากำลังจับตาสถานการณ์ของการ์นาโช่อย่างใกล้ชิด โดยสโมสรจากเซเรีย อา รายนี้มีโอกาสที่จะเซ็นสัญญาถาวร หลังคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ แม้ว่าตัวเลือกการยืมตัวพร้อมออปชั่นซื้อขาดจะยังคงเป็นที่ต้องการมากกว่าก็ตาม
ไม่เพียงแค่การ์นาโช่เท่านั้นที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ เมสัน กรีนวูด ก็มีศักยภาพที่จะนำเงินเข้าคลังสโมสรได้เช่นกัน หากโอลิมปิก มาร์กเซย ตัดสินใจปล่อยตัวเขาในช่วงซัมเมอร์นี้ รายงานจากตุรกีระบุว่า เฟเนร์บาห์เช่ พร้อมทุ่มเงินราว 744 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 46 ล้านปอนด์) บวกโบนัสอีก 37 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 2.3 ล้านปอนด์) เพื่อคว้าตัวกองหน้าชาวอังกฤษรายนี้ไปร่วมทีม
เมื่อครั้งที่ขายกรีนวูดให้กับมาร์กเซยในช่วงซัมเมอร์ปี 2024 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ใส่เงื่อนไขการแบ่งส่วนแบ่งจากการขายต่อเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์จาก "กำไร" ในการย้ายทีมครั้งต่อไป อีเอสพีเอ็นรายงานว่า ทั้งเฟเนร์บาห์เช่และแอตเลติโก มาดริด ต่างบรรลุข้อตกลงกับมาร์กเซยแล้ว หากกรีนวูดเลือกย้ายไปร่วมทีมดังจากตุรกี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าจะได้รับเงินประมาณ 260 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 16 ล้านปอนด์) แต่ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 291 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 18 ล้านปอนด์) หากนักเตะกลับไปแอตเลติโก มาดริด
นับตั้งแต่สวมเสื้อของมาร์กเซย กรีนวูดก็โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง ยิงไป 48 ประตูจาก 81 นัด สร้างความประทับใจให้กับหลายฝ่าย โรแบร์โต้ เด แซร์บี อดีตผู้จัดการทีมมาร์กเซย ถึงกับเคยกล่าวว่า กรีนวูดมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นไปลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ได้เลยทีเดียว แม้กระนั้น เขาก็เน้นย้ำว่านักเตะยังคงต้องพัฒนาความสม่ำเสมอในการเล่น ความเข้มข้นในการกดดันคู่ต่อสู้ และความสามารถในการครองบอลเมื่อทีมอยู่ภายใต้ความกดดัน
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการบริหารจัดการของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเปลี่ยนผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม ให้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสโมสรได้อย่างน่าทึ่ง
ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เชิงลึก รวมถึงข่าวสารล่าสุดได้ที่ Gilabola.com