รูเปียห์อ่อนค่าหนัก! วิกฤตตะวันออกกลางปะทุซ้ำเติมตลาดโลก ดอลลาร์แข็งโป๊ก สัญญาณอันตรายที่นักลงทุนต้องจับตา!
belanegara – ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 ด้วยการอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 151 จุด หรือประมาณ 0.84% แตะระดับ 18,187 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนและตอกย้ำถึงความเปราะบางของตลาดเงินโลกที่กำลังเผชิญกับคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอน

นายอิบราฮิม อัสซูไอบี นักวิเคราะห์ตลาดเงินจาก belanegara.co ชี้ว่าปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้รูเปียห์อ่อนค่ามาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนเมื่อวันก่อนหน้า และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้นในอิหร่าน "มีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้นในกรุงเตหะราน เมืองทาบริซ และเมืองอิสฟาฮาน ตามสื่อท้องถิ่นเมื่อเช้าวันจันทร์ ซึ่งบ่อนทำลายความหวังในการยุติสงครามในวงกว้าง และการกลับมาไหลเวียนของน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ" นายอิบราฮิมระบุในรายงานวิเคราะห์ของเขา
ด้านอิสราเอลยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าได้โจมตีโรงงานปิโตรเคมีทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน รวมถึงเป้าหมายทางทหารอื่นๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นแม้จะมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลยับยั้งการโจมตีเพิ่มเติมแล้วก็ตาม การปะทะกันครั้งใหม่นี้ยิ่งทำให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา
แม้ว่าอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธหลายลูกเข้าใส่เป้าหมายของอิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนกรานว่าข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในวงกว้างยังคงมีความเป็นไปได้สูง และได้ย้ำเตือนนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูให้ระงับการโจมตีเพิ่มเติม "สิ่งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อข้อตกลง ผมคือผู้กำหนด ผมคือผู้กำหนดทุกสิ่ง เขาไม่ใช่ผู้กำหนด" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับ Financial Times ขณะเดียวกัน อิหร่านได้กำหนดให้การหยุดยิงกับเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับข้อตกลงสันติภาพกับกรุงวอชิงตัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่ยังคงต้องใช้เวลาในการคลี่คลาย
นอกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ก็มีส่วนในการหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น โดยในเดือนพฤษภาคม เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถสร้างงานใหม่ได้ถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 85,000 ตำแหน่งอย่างมาก ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานในเดือนเมษายนก็ได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นเป็น 179,000 ตำแหน่ง จากเดิม 115,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานยังคงทรงตัวอยู่ที่ 4.3% ซึ่งสะท้อนถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและอาจเป็นสัญญาณให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจในยามที่ตลาดผันผวนเช่นนี้