belanegara – คณะกรรมการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ของอินโดนีเซีย ได้ตัดสินใจลงโทษปรับเงินรวมกว่า 7.55 แสนล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.7 พันล้านบาท) แก่บริษัทผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์ (Fintech Peer-to-Peer Lending) จำนวน 97 แห่ง หลังจากพบว่ามีการสมคบคิดกำหนดอัตราดอกเบี้ย หรือที่เรียกว่า ‘การฮั้วดอกเบี้ย’ อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม นายไนลูล ฮูดา ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจดิจิทัลจากสถาบัน Celios ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับการตัดสินใจของ กขค. ในกรณีการฮั้วดอกเบี้ยสินเชื่อออนไลน์นี้ โดยชี้ว่า กขค. ควรพิจารณาถึงช่วงเวลาและบริบทของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน

นายไนลูลอธิบายว่า ก่อนที่สมาคมฟินเทคเพื่อการระดมทุนร่วมกันแห่งอินโดนีเซีย (AFPI) จะกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดขึ้นมานั้น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อออนไลน์ถูกกำหนดโดยแต่ละบริษัทอย่างอิสระ ซึ่งมักจะอยู่ในระดับที่สูงมากจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง "หากย้อนกลับไปดู จะพบว่าการที่สมาคมฯ ตัดสินใจกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนั้น เป็นผลมาจาก ‘ช่องว่างทางกฎระเบียบ’ ที่ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาควบคุมอย่างชัดเจน" นายไนลูลกล่าวกับ belanegara.co
เขาตั้งคำถามว่า กขค. ได้พิจารณาถึงจุดสมดุลของอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะจากรายงานข่าวจำนวนมาก ประชาชนต่างร้องเรียนถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไปและไร้การควบคุม โดยเฉพาะจากผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้เอง การขาดกฎระเบียบที่ชัดเจนจึงนำไปสู่การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของอินโดนีเซีย ต้องเข้ามาออกกฎเกณฑ์เพื่อกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสินเชื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนมากเกินไป
กฎระเบียบดังกล่าวเริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณ (Code of Conduct) ของ AFPI ก่อนจะได้รับการขยายความและบังคับใช้ผ่านประกาศของ ก.ล.ต. ฉบับที่ 19/SEOJK.06/2023 และล่าสุดได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในประกาศ ก.ล.ต. ฉบับที่ 19/SEOJK.06/2025
สาระสำคัญของกฎระเบียบเหล่านี้คือการกำหนดขีดจำกัดของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผู้ให้บริการสินเชื่อสามารถเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส และมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศของฟินเทคในระยะยาว