belanegara – รายงานจาก belanegara.co เผยว่า นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีของอินโดนีเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตระดับโลกหันไปปักหลักลงทุนในเวียดนาม แทนที่จะเป็นอินโดนีเซีย โดยชี้ชัดว่า "ราคาที่ดิน" ที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลคือหัวใจของเรื่องนี้
นายบาห์ลิลอธิบายว่า ในเขตอุตสาหกรรมของเวียดนาม ราคาที่ดินอยู่ที่เพียง 600,000 รูเปียห์ต่อตารางเมตร (ประมาณ 1,200 บาท) ในขณะที่ราคาที่ดินในอินโดนีเซียพุ่งสูงถึง 2,000,000 รูเปียห์ต่อตารางเมตร (ประมาณ 4,000 บาท) ซึ่งความแตกต่างเกือบ 3 เท่าตัวนี้เองที่เป็นแรงจูงใจสำคัญให้นักลงทุนต่างชาติเลือกเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางในการลงทุนมากกว่า

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในงานเปิดตัวและวิเคราะห์หนังสือ "10 Karya Nyata untuk Negeri Setengah Abad Bahlil Lahadalia" ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนายบาห์ลิลได้เน้นย้ำถึงประเด็นนี้เพื่อสะท้อนความท้าทายที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
นายบาห์ลิลยังได้ย้อนอดีตไปถึงช่วงปี 2559-2560 (ค.ศ. 2016-2017) ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนอย่างดุเดือด สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตจำนวนมากตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากจีน และมองหาประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเป็นแหล่งผลิตแห่งใหม่
สิ่งที่น่าตกใจคือ จากบริษัททั้งหมด 32 แห่งที่ย้ายฐานออกจากจีน ไม่มีแม้แต่บริษัทเดียวที่เลือกอินโดนีเซียเป็นที่ตั้งใหม่ ส่วนใหญ่ตัดสินใจย้ายไปเวียดนาม และบางส่วนกระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายบาห์ลิลกล่าวว่า "ท่านประธานาธิบดีครับ ในช่วงปี 2559-2560 ที่เกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา มีบริษัท 32 แห่งที่ย้ายจากจีนไปเวียดนาม แต่อินโดนีเซียกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านประสิทธิภาพของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนในการจัดหาที่ดิน ซึ่งเป็นจุดที่เวียดนามได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด