belanegara – ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความตึงเครียดจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานและภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก อินโดนีเซียกลับแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมทั้งเตรียมมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อครั้งใหญ่รับเทศกาลเลบารันปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดโลกอย่างเห็นได้ชัด ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นหลังจากรายงานการปิดโรงกลั่นขนาดใหญ่ในซาอุดีอาระเบีย และราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นแตะ 3 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2568 นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก มูลค่าหุ้นในอุตสาหกรรมนี้ร่วงลงกว่า 380 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 8.7 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลด้านความปลอดภัยและการเดินทาง

สำหรับอินโดนีเซีย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจับตาผลกระทบอย่างใกล้ชิด รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์และการไหลออกของเงินทุน ขณะที่กระทรวงการคลังได้เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน (APBN) ในการบรรเทาผลกระทบ ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานว่า ประธานาธิบดีได้สอบถามถึงสต็อกอาหารของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนนี้ และแม้จะมีการนำเข้าข้าวพิเศษจากสหรัฐฯ รัฐมนตรีประสานงานด้านอาหารได้ยืนยันว่า นี่ไม่ใช่สำหรับการบริโภคประจำวัน แต่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังได้รับการกระตุ้นอย่างเต็มที่เพื่อรับเทศกาลเลบารันปี 2569 โดยมีการเตรียมจ่ายเงินโบนัสเทศกาล (THR) รวมกว่า 55 ล้านล้านรูเปียห์ ให้กับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และทหาร-ตำรวจ ซึ่งจะจ่ายเต็ม 100% นอกจากนี้ พนักงานภาคเอกชนกว่า 26.5 ล้านคนก็จะได้รับ THR รวมมูลค่า 124 ล้านล้านรูเปียห์ โดยจะจ่ายไม่เกิน 7 วันก่อนวันเลบารัน และที่สำคัญคือ เงินโบนัสพิเศษ (BHR) สำหรับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง (Ojol) และพนักงานส่งพัสดุ ก็จะถูกจัดสรรถึง 220,000 ล้านรูเปียห์ เพื่อสนับสนุนแรงงานกลุ่มนี้
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลยังเตรียมจ่ายเงินเดือนที่ 13 ให้กับข้าราชการในเดือนมิถุนายน 2569 และจัดสรรเงินช่วยเหลือทางสังคมมูลค่า 14.9 ล้านล้านรูเปียห์ ในรูปแบบข้าวและน้ำมันปรุงอาหารให้กับ 35 ล้านครัวเรือน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อในระดับรากหญ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตถึง 5.5%
ด้านภาคการผลิตของอินโดนีเซียก็แสดงสัญญาณเชิงบวก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) พุ่งแตะ 53.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี สะท้อนถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่ง ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลภาคบริการทางการเงิน (OJK) ก็กำลังดำเนินการเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของตลาดทุน โดยเตรียมเปิดเผยรายชื่อหุ้นที่มีการกระจุกตัวสูง และตั้งเป้าให้ 75% ของบริษัทจดทะเบียนมีสัดส่วน Free Float ถึง 15% นอกจากนี้ KAI Logistik ยังตั้งเป้าขยายธุรกิจในปี 2569 ด้วยรายได้ 2.47 ล้านล้านรูเปียห์ และมีการลงทุนขนาดใหญ่จาก Danantara-INA ในโครงการ Chandra Asri มูลค่า 3.37 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงของอินโดนีเซียยังคงเพียงพอสำหรับ 20 วัน อย่างไรก็ตาม belanegara.co ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังความเสี่ยงจากการนำสำเนาบัตรประชาชนไปใช้ในแอปพลิเคชันสินเชื่อออนไลน์ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
โดยรวมแล้ว อินโดนีเซียกำลังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ด้วยมาตรการกระตุ้นที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการที่รอบคอบ เศรษฐกิจอินโดนีเซียจึงยังคงมีแนวโน้มที่จะรักษาการเติบโตและเสถียรภาพไว้ได้ แม้จะต้องเผชิญกับคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอนจากทั่วโลกก็ตาม
