belanegara – วันที่ 3 มีนาคม 2569 โลกกำลังจับตามองสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานและราคาทองคำทั่วโลก ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมาถึงเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
ความขัดแย้งนี้ได้จุดชนวนให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 3 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2568 และการปิดโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ของ Aramco ในซาอุดีอาระเบียก็ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานขึ้นถึง 20% ในชั่วข้ามคืน รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจ Airlangga Hartarto และรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่างออกมายอมรับถึงความเสี่ยงที่อินโดนีเซียอาจเผชิญ ทั้งค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลง และการไหลออกของเงินทุน นอกจากนี้ รัฐมนตรีเกษตรยังเปิดเผยว่า นาย Prabowo ได้สอบถามถึงสต็อกอาหารของประเทศ ท่ามกลางข่าวการนำเข้าข้าวพิเศษจากสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่เพื่อการบริโภคประจำวัน แต่เป็นการสำรองยามจำเป็น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้เร่งวางกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบ รัฐมนตรี Bahlil Lahadalia ยืนยันว่าปริมาณสำรองเชื้อเพลิงของประเทศยังคงเพียงพอสำหรับ 20 วัน และกำลังเตรียมแผนรับมือกับราคาน้ำมันโลกที่อาจพุ่งสูงขึ้นอีก โดยจะใช้ประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน (APBN) เป็นเครื่องมือหลักในการพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (DEN) ก็กำลังประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนลงและเงินทุนไหลออก เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันอย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจภายในประเทศก็มีสัญญาณบวกที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ รัฐบาลเตรียมจ่ายเงินพิเศษ (THR) ให้กับข้าราชการกว่า 55 ล้านล้านรูเปียห์ และพนักงานภาคเอกชนอีก 26.5 ล้านคน จะได้รับ THR รวม 124 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งจะจ่ายไม่เกิน 7 วันก่อนวันหยุดเลบารันปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีเงินช่วยเหลือพิเศษสำหรับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง (Ojol) และพนักงานส่งของอีก 220,000 ล้านรูเปียห์ และเงินเดือนที่ 13 สำหรับข้าราชการจะจ่ายในเดือนมิถุนายน 2569 ควบคู่ไปกับการแจกจ่ายข้าวและน้ำมันปรุงอาหารมูลค่า 14.9 ล้านล้านรูเปียห์แก่ 35 ล้านครัวเรือน รัฐมนตรี Airlangga คาดการณ์ว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยหนุนกำลังซื้อและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตถึง 5.5%
ตลาดทุนเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ดัชนี IHSG มีการผันผวนแต่ก็ปิดบวกในบางช่วง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (OJK) ตั้งเป้าให้ 75% ของบริษัทจดทะเบียนมีสัดส่วน Free Float ถึง 15% ขณะที่ภาคการผลิตของอินโดนีเซียยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง ดัชนี PMI แตะ 53.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริษัท KAI Logistik ตั้งเป้ารายได้ 2.47 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2569 และมีการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 3.37 ล้านล้านรูเปียห์ในโครงการ Chandra Asri เพื่อลดการนำเข้า นอกจากนี้ สถาบันการเงินอย่าง BRI และ Pegadaian ก็มีบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายเมืองใหญ่ รวมถึงการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยและส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น
โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจอินโดนีเซียในต้นเดือนมีนาคม 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน แต่ก็มีแรงขับเคลื่อนภายในที่แข็งแกร่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของภาคส่วนสำคัญ การบริหารจัดการอย่างรอบคอบและการปรับตัวอย่างรวดเร็วจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาที่ผันผวนนี้ไปได้ด้วยดี ตามที่ belanegara.co รายงาน
