belanegara – นายอนินทยา โนฟยัน บักรี ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin) ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยถึงภาคธุรกิจและภาครัฐ ให้เฝ้าระวังความเสี่ยงระดับโลกหลายประการ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเตือนภัยครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมผู้นำประจำจังหวัด (Rapimprov) ครั้งที่ 2 ของ Kadin ประจำกรุงจาการ์ตา ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมพาร์ค ไฮแอท จาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
นายอนินทยากล่าวเน้นย้ำว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไปจนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น อาจนำมาซึ่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงอินโดนีเซียด้วย

“เราเห็นแล้วว่าโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย ปีที่แล้วเราพูดถึงสงครามการค้าและกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้เรากลับเห็นสงครามจริงเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แน่นอนว่าผลกระทบจากความขัดแย้งเหล่านี้จะส่งผลมหาศาลต่อพวกเราทุกคน” นายอนินทยากล่าว
เขาระบุว่า มีสามประเด็นหลักที่อินโดนีเซียจำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อรับมือกับพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพภายในประเทศ
ในด้านพลังงาน นายอนินทยาเตือนว่า การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก มีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่องบประมาณรายรับรายจ่ายของรัฐ (APBN) หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แน่นอนว่านี่จะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่องบประมาณแผ่นดินของเรา ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ที่ประมาณ 600 ล้านล้านรูเปียห์ ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า ในส่วนของกรุงจาการ์ตาเองนั้น มีความมั่นคงด้านพลังงานค่อนข้างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดหาก๊าซและเชื้อเพลิง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงภาคการประมง