belanegara – ภาคโลจิสติกส์ของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วกำลังฉุดรั้งการแข่งขันในตลาดโลก การปรับปรุงประสิทธิภาพและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
นายอัคร บุญโชค ประธานสมาคมโลจิสติกส์และผู้ส่งออกสินค้าไทย (สมมติชื่อ) กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ว่า "โลจิสติกส์เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการค้า หากระบบไม่คล่องตัว ค่าใช้จ่ายที่สูงก็จะกลายเป็นภาระของทุกภาคส่วน วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างระบบโลจิสติกส์ที่บูรณาการ โปร่งใส และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้"

การเปลี่ยนแปลงระบบโลจิสติกส์ไม่ใช่แค่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงระบบและนโยบายให้ทำงานประสานกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีดิจิทัล ความยั่งยืน และการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ
ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ของไทยคิดเป็น 14.29% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตัวเลขนี้สูงเกินไปและส่งผลให้สินค้าไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก
"หากเราต้องการแข่งขันในระดับโลก เราต้องลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ให้ได้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน" นายอัครกล่าวเสริม
นายอัครยังได้กล่าวถึงหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สมาคมฯ กำลังผลักดัน นั่นคือการนำระบบโลจิสติกส์แบบบูรณาการที่ใช้เทคโนโลยีมาใช้ การใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) คลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) และระบบท่าเรือที่ทันสมัย จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งและลดค่าใช้จ่าย
"การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรวดเร็วในการให้บริการ นอกจากนี้ เรายังต้องเตรียมบุคลากรที่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วย" นายอัครกล่าวสรุป