Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
Website Berita Terkini
- อินโดนีเซียเตรียมผงาด! แบงก์ชาติชี้เศรษฐกิจพุ่งแตะ 6% ในปี 2027 อะไรคือปัจจัยหนุน?
- แผนยักษ์ 100 GWp: อินโดนีเซียเดิมพันอนาคตพลังงานชาติ สู่มหาอำนาจสีเขียว?
- เปิดขุมทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน! อินโดนีเซียเล็งกวาดรายได้มหาศาล 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยข้อตกลงลับนี้ – โอกาสทองที่ไทยต้องรู้!
- ดีลฟ้าผ่า! ลิเวอร์พูลจ่อปิดดีล ‘บาร์โคล่า’ ค่าตัวมหาศาล แดนหน้าหงส์แดงสั่นสะเทือน! อนาคต ‘กัคโป-คูมาส’ แขวนอยู่บนเส้นด้าย?
- ปลดล็อกงบประมาณท้องถิ่น! รัฐมนตรีคลังอินโดฯ ยืดเวลาใช้จ่ายจำเป็นถึงปี 2027 – เปิดทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระหนี้!
- งานเข้า! แชมเปียนส์ ลีก 2026/27: โถ 2-4 ซ่อน ‘มัจจุราช’ ทีมเต็งมีหนาว!
- ฝันเป็นจริง! สะพานแห่งศรัทธาพลิกโฉม ‘มาวู’ ปลดล็อกอันตราย เปิดประตูเศรษฐกิจชุมชนให้พุ่งทะยาน!
- belanegara – กรณีข้อกล่าวหาการกระทำผิดจรรยาบรรณของพนักงานทวงหนี้รายหนึ่งในเมืองปูร์โวเรโจ จังหวัดชวากลาง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับการแก้ไขและยุติลงแล้วโดย KrediFazz บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัล
Penulis: Annas
belanegara – เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Raffles Jakarta ได้มีการเปิดฉากการประชุมสุดยอดธนาคารดิจิทัลอินโดนีเซีย (IDBS) 2026 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของสมาคมฟินเทคอินโดนีเซีย (AFTECH) ในการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ฟินเทค ภาคธุรกิจจริง สถาบันการศึกษา และพันธมิตรนานาชาติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบการเงินดิจิทัลที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การประชุมครั้งที่สามนี้ดึงดูดผู้บริหารระดับสูงกว่า 350 คน มาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตทางการเงินของประเทศ สมาคมฟินเทคอินโดนีเซีย (AFTECH) ตอกย้ำบทบาทผู้นำอีกครั้งด้วยการจัดงาน IDBS 2026 โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างแพลตฟอร์มแห่งความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล อุตสาหกรรมธนาคาร ฟินเทค ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างระบบการเงินดิจิทัลของอินโดนีเซียให้ครอบคลุม ยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Beyond Banking: การออกแบบการเงินใหม่เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและการเติบโตในเศรษฐกิจจริง’ (Beyond Banking: Redesigning Finance for Wellbeing and Growth in the Real Economy) IDBS 2026 จึงเป็นศูนย์กลางในการกำหนดวาระความร่วมมือ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงของภาคบริการทางการเงิน Gambar Istimewa : a.okezone.com นายปันดู ชยาห์ริล ประธานกรรมการบริหาร AFTECH ชี้ให้เห็นว่าอินโดนีเซียกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง ‘การบรรจบกันทางการเงิน’ (financial convergence) อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาคธนาคาร ฟินเทค ระบบการชำระเงิน และสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัลกำลังหลอมรวมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ท่านเน้นย้ำว่าฟินเทคไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของภาคธนาคารในการร่วมกันสร้างสรรค์ระบบการเงินแห่งอนาคต ผ่านเวที IDBS 2026 นี้ AFTECH ได้ผลักดันวาระสำคัญหลายประการ อาทิ การเสริมสร้างการทำงานร่วมกันข้ามภาคส่วน การเร่งรัดการนำแนวคิด Universal Banking และ Open Finance…
belanegara – กรุงจาการ์ตา – เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ งาน Halal Expo Indonesia 2026 กรุงจาการ์ตา นายลลู โดดอต ปาเตรีย อารี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและความสัมพันธ์สถาบันของ PT Permodalan Nasional Madani (PNM) ได้สร้างความประทับใจแก่คณะผู้แทนจาก 9 ประเทศสมาชิกกลุ่ม Developing Eight (D-8) ด้วยการนำเสนอโมเดลการเงินอิสลามอันเป็นเอกลักษณ์ของ PNM ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาลอย่างยั่งยืน PT Permodalan Nasional Madani (PNM) ในฐานะตัวแทนสำคัญของระบบนิเวศการเงินอิสลามที่เข้าถึงได้ในอินโดนีเซีย ได้รับเกียรติเป็นส่วนหนึ่งของ HEI Talk ในหัวข้อ "Social Collateral, Real Impact: Rethinking Poverty Alleviation through Islamic Finance" ซึ่งตอกย้ำถึงแนวคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านหลักการอิสลาม Gambar Istimewa : a.okezone.com นายโดดอตได้อธิบายถึงศักยภาพของการเงินอิสลามว่าสามารถเป็นเครื่องมือที่จับต้องได้ในการขจัดความยากจน หากได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมและเข้าถึงทุกคนอย่างแท้จริง โดยมีคณะผู้แทนจากบังกลาเทศ มาเลเซีย ตุรกี อียิปต์ ไนจีเรีย ปากีสถาน อิหร่าน อาเซอร์ไบจาน และอินโดนีเซีย เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน PNM ให้บริการลูกค้า Mekaar กว่า 16.1 ล้านราย ครอบคลุม 58 สาขาใน 36 จังหวัด และมากกว่า 6,600 เขตย่อยทั่วประเทศ ผลสำรวจชี้ว่า 74% ของลูกค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 72% มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจภายในครัวเรือนมากขึ้น และ 90% รู้สึกถึงความเป็นอิสระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่ปี 2560 โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนระดับชาติให้เพิ่มขึ้นถึง 55.81…
belanegara – หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) ได้สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ในวงการประกันภัย ด้วยการประกาศยึดทรัพย์สินกว่า 485 รายการ มูลค่ารวมสูงถึง 113.97 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 250 ล้านบาทไทย) จากการสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท พีที อัสซูรันซี จีวา โปรไลฟ์ อินโดนีเซีย (PT Asuransi Jiwa Prolife Indonesia) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า พีที อัสซูรันซี จีวา อินโดซูรยา ซุกเซส (PT Asuransi Jiwa Indosurya Sukses) หรือ "อินโดซูรยา" การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการแถลงข่าว ณ อาคาร OJK กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 โดยมีนางฟริเดริกา วิดยาสารี เดวี ประธานคณะกรรมการ OJK เป็นผู้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญ การยึดทรัพย์สินครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อสืบสวนและเอาผิดกับการกระทำที่ต้องสงสัยว่าเป็นการละเมิดกฎระเบียบในภาคธุรกิจประกันภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม นางฟริเดริกา วิดยาสารี เดวี ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ OJK ในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและรักษาความโปร่งใสของตลาด การแสดงหลักฐานที่ยึดมาได้ต่อสาธารณะชนในระหว่างการแถลงข่าว เป็นการตอกย้ำถึงความจริงจังในการจัดการกับผู้กระทำผิด Gambar Istimewa : a.okezone.com คดีของ PT Asuransi Jiwa Prolife Indonesia ซึ่งเคยดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Indosurya ได้ตกเป็นประเด็นร้อนมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการกำกับดูแลและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นในภาคส่วนนี้ การที่ OJK สามารถยึดทรัพย์สินได้มากถึง 485 รายการ ด้วยมูลค่ารวมมหาศาลเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ยอมประนีประนอมกับการกระทำผิดกฎหมาย และจะเดินหน้าเอาผิดกับผู้ที่พยายามแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในธุรกิจประกันภัยอย่างถึงที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมองว่า การดำเนินการของ OJK ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกคืนความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมประกันภัย ให้ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เอาประกันและนักลงทุน การจัดการกับคดีสำคัญเช่นนี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นหมุดหมายในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลภาคการเงินของอินโดนีเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต.
belanegara – ในปัจจุบัน คำถามที่ว่า "JHT และ JP แตกต่างกันอย่างไร?" ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนสงสัยและตั้งคำถามอยู่เสมอในหมู่แรงงานและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังวางแผนอนาคตทางการเงินหลังเกษียณ JHT หรือ Jaminan Hari Tua เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของ BPJS Ketenagakerjaan (สำนักงานประกันสังคมด้านแรงงานของอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลสวัสดิการของแรงงาน โดยทั้ง JHT และ Jaminan Pensiun (JP) ต่างก็เป็นหลักประกันที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของแรงงานเช่นเดียวกัน ทว่าทั้งสองโครงการนี้กลับมีรายละเอียดและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การทำความเข้าใจความต่างเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง Gambar Istimewa : img.okezone.com พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ Jaminan Hari Tua (JHT) และ Jaminan Pensiun (JP) คือสองเสาหลักของการคุ้มครองแรงงานภายใต้ร่มเงาของ BPJS Ketenagakerjaan แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของทั้งคู่ อยู่ที่ ‘รูปแบบการจ่ายเงินคืน’ และ ‘วัตถุประสงค์หลัก’ ของโครงการ ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนชีวิตและการเงินของแรงงานแต่ละคน เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่าน belanegara.co ได้รวบรวมข้อมูลความแตกต่างพื้นฐานที่สำคัญของทั้งสองโครงการมาให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ ดังนี้: 1. วัตถุประสงค์ของโครงการ: JHT (Jaminan Hari Tua): ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือน ‘เงินออมภาคบังคับ’ เพื่อมอบเงินก้อนให้กับผู้ประกันตนเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณอายุ, กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง, หรือเสียชีวิต จุดประสงค์หลักคือการเป็นหลักประกันทางการเงินฉุกเฉินหรือเงินทุนก้อนสุดท้ายสำหรับผู้ประกันตนและครอบครัวในยามจำเป็นหรือเมื่อสิ้นสุดการทำงาน (บทความต้นฉบับสิ้นสุดที่ตรงนี้ ดังนั้นเนื้อหาที่สร้างขึ้นจะหยุดตาม)
belanegara – การแข่งขันแย่งชิงตัวนักเตะดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุโรปกำลังร้อนระอุ เมื่อลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล สองยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเปิดศึกนอกสนามเพื่อคว้าลายเซ็นของ อันเดรีย บาร์ติชวิลี กองกลางตัวรุกวัย 17 ปีชาวจอร์เจีย ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามแห่งอนาคต โดยมีรายงานว่าทั้งสองสโมสรได้ยื่นข้อเสนอสัญญาให้กับนักเตะและครอบครัวพิจารณาแล้ว และขณะนี้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับตัวบาร์ติชวิลีเอง รายงานจากสื่อท้องถิ่นในจอร์เจียระบุว่า ทั้งลิเวอร์พูลและอาร์เซนอลต่างส่งทีมงานแมวมองเข้าจับตาดูฟอร์มของบาร์ติชวิลีอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือกที่อิเบเรีย ต้นสังกัดปัจจุบันของเขาเอาชนะเอฟซี ฟลอร่า ไปได้ 3-2 ซึ่งฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของเจ้าหนูรายนี้ได้ตอกย้ำถึงศักยภาพที่สูงส่งและทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำทั่วยุโรป และที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอสัญญาที่ทั้งสองทีมยื่นให้มีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกัน ทำให้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับตัวนักเตะและครอบครัวของเขาโดยสมบูรณ์ Gambar Istimewa : gilabola.com บาร์ติชวิลีเป็นผลิตผลจากอะคาเดมีของดินาโม ทบิลิซี ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับอิเบเรียด้วยสัญญายืมตัวจากโคลเคติ โปติ เขามีตำแหน่งธรรมชาติเป็นกองกลางตัวรุก แต่ด้วยความสามารถในการใช้เท้าได้ดีทั้งสองข้างและทักษะที่หลากหลาย ทำให้เขาสามารถขยับไปเล่นในตำแหน่งปีกได้ทั้งสองฝั่ง และด้วยพรสวรรค์ที่เปล่งประกายนี้เอง ทำให้หลายฝ่ายในจอร์เจียต่างยกย่องให้เขาเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีแววโดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ควารัตส์เคเลียปรากฏตัวขึ้นมา ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากลิเวอร์พูลและอาร์เซนอลแล้ว สโมสรปารีส เอฟซี จากฝรั่งเศสก็เคยแสดงความสนใจและพยายามเจรจาเพื่อคว้าตัวบาร์ติชวิลีไปร่วมทีมเช่นกัน โดยเสนอโอกาสในการลงสนามกับทีมชุดใหญ่ทันที อย่างไรก็ตาม แรงดึงดูดของพรีเมียร์ลีกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลและอาร์เซนอลมีโอกาสสูงที่จะคว้าชัยในการแข่งขันครั้งนี้ แม้ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าการแข่งขันรอบคัดเลือกแชมเปียนส์ลีกจะเสร็จสิ้น การที่ลิเวอร์พูลเดินหน้าล่าตัวอันเดรีย บาร์ติชวิลี สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของสโมสรที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเสริมทัพสำหรับทีมชุดใหญ่เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาวด้วยการลงทุนในนักเตะดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูง ซึ่งอาจกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในอนาคต การแข่งขันกับอาร์เซนอลในครั้งนี้คาดว่าจะดุเดือดและไม่ง่ายดาย ทำให้การตัดสินใจของบาร์ติชวิลีและครอบครัวจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเพชรเม็ดงามแห่งจอร์เจียรายนี้จะไปสวมเสื้อสีแดงเพลิงของหงส์แดง หรือชุดแดง-ขาวของปืนใหญ่
belanegara – รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเตรียมเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินมหาศาล ด้วยความมั่นใจว่าการเปิดตัวระบบทะเบียนหน่วยคาร์บอน (SRUK) ที่เชื่อมโยงกับตลาดซื้อขายคาร์บอนของประเทศ จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีศักยภาพในการลงทุนรวมกันสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว นายฮาชิม โจโจฮาดิกุสุโม (Hashim Djojohadikusumo) ทูตพิเศษประธานาธิบดีด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ได้เปิดเผยถึงกระแสความสนใจจากนานาชาติที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนของอินโดนีเซีย โดยระบุว่า "มีหลายประเทศมากครับ ตั้งแต่อเมริกา อังกฤษ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ไปจนถึงญี่ปุ่น ถ้าเรารวมตัวเลขทั้งหมด อาจสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว" นายฮาชิมกล่าวหลังจากการเปิดตัว SRUK อย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2026 Gambar Istimewa : img.okezone.com นายฮาชิมยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ในฐานะทูตพิเศษ ท่านได้มีโอกาสพบปะกับองค์กรระหว่างประเทศและนักลงทุนระดับโลกหลายราย ซึ่งล้วนแสดงความกระตือรือร้นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและศักยภาพของตลาดคาร์บอนในอินโดนีเซีย "ในฐานะทูตพิเศษ ผมได้พบปะกับบุคคลและหน่วยงานจากต่างประเทศบ่อยครั้ง ทั้งองค์กรระหว่างประเทศและนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนของอินโดนีเซีย" เขากล่าวเสริม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำถึงบทบาทของอินโดนีเซียในการเป็นผู้นำด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามอง.
belanegara – ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้ประกาศเจตนารมณ์อันน่าชื่นชมในการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญเชิดชูเกียรติระดับชาติแก่บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการเปิดตัวโครงการไบโอดีเซล B50 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปพลังงานของประเทศ เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนและลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างพิธีเปิดตัวโครงการ B50 อย่างเป็นทางการ ณ จุดพักรถ กม.57 บนทางด่วนจาการ์ตา-ชิกัมเป็ก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 โดยประธานาธิบดีปราโบโวได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อความก้าวหน้าครั้งนี้ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือและความทุ่มเทของหลายฝ่าย Gambar Istimewa : img.okezone.com ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่, ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันแห่งชาติเปอร์ตามินา, รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ และนายโรซาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านอื่นๆ รวบรวมรายชื่อผู้ที่ได้ทุ่มเทและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการ B50 ให้บรรลุผลสำเร็จ ท่านประธานาธิบดีกล่าวอย่างชัดเจนว่า "ผมขอรายชื่อบุคคลเหล่านี้ ผมต้องการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และดาวเกียรติยศเพื่อเชิดชูเกียรติแก่พวกเขา" ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการให้ความสำคัญและตอบแทนความพยายามของผู้ที่ร่วมสร้างสรรค์อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนให้กับอินโดนีเซีย และเป็นแรงบันดาลใจให้บุคลากรในภาครัฐและเอกชนเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง.
belanegara – ประธานาธิบดีปราบปราโมช สุเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้แสดงความปิติยินดีอย่างยิ่ง หลังประเทศประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยตนเอง โดยสามารถบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ถึงสี่ปี ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ถูกเปิดเผยขึ้นระหว่างพิธีเปิดตัวโครงการ B50 ณ จุดพักรถ KM50 บนเส้นทางจาการ์ตา-ชิกัมเปก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 "อัลฮัมดุลิลละห์ (ขอบคุณพระเจ้า) เราได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถรักษาความมั่นคงและผลิตอาหารเพื่อประชาชนของเราได้สำเร็จ เราพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้แล้ว จากเป้าหมายสี่ปี เราทำได้สำเร็จภายในหนึ่งปี" ประธานาธิบดีปราบปราโมชกล่าวด้วยความภาคภูมิใจในวันนั้น ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐบาลที่เหนือความคาดหมาย Gambar Istimewa : img.okezone.com ประธานาธิบดีปราบปราโมชได้แสดงความภาคภูมิใจอย่างยิ่งต่อความสำเร็จที่รวดเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้มาก พร้อมกันนี้ ท่านยังได้กล่าวพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เคยแสดงความกังขาและเยาะเย้ยรัฐบาลในประเด็นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มองข้ามความสำคัญของนโยบายด้านอาหารของประเทศ "มีหลายฝ่ายที่ดูแคลนความสำคัญของการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร และยังมีผู้คนจำนวนมากที่คิดว่าตนเองเป็น ‘คนฉลาด’ กลับเยาะเย้ย ถากถาง และกล่าวหาว่ารัฐบาลของเราโกหกประชาชน ว่าเรายังไม่ได้พึ่งพาตนเองด้านอาหารอย่างแท้จริง" ท่านประธานาธิบดีกล่าวเน้นย้ำถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ รายงานจาก belanegara.co ระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหารของอินโดนีเซียอย่างยั่งยืน และเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน.
belanegara – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงเดินหน้าเสริมทัพอย่างต่อเนื่องในตลาดซื้อขายนักเตะ ล่าสุด "ปีศาจแดง" บรรลุข้อตกลงคว้าตัว อันเดรย์ ซานโตส กองกลางดาวรุ่งจากเชลซีมาร่วมทีมได้สำเร็จ แต่ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวในแดนกลางยังไม่จบสิ้น เมื่อมีรายงานว่าพวกเขากำลังเบนเป้าไปที่มิดฟิลด์ตัวหลักอีกรายเพื่อเติมเต็มความแข็งแกร่งก่อนฤดูกาลใหม่จะมาถึง ดีลการย้ายทีมของ อันเดรย์ ซานโตส มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านรูเปียห์ โดยเชลซีจะได้รับเงินก้อนแรก 48 ล้านปอนด์ และยังคงมีเงื่อนไขส่วนแบ่งจากการขายในอนาคตอีก 10 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของดาวเตะรายนี้ Gambar Istimewa : gilabola.com ความยืดหยุ่นของซานโตสคือจุดเด่นที่แมนยูฯ มองเห็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองว่า อันเดรย์ ซานโตส วัย 22 ปี เป็นผู้เล่นที่สามารถมอบทางเลือกอันหลากหลายให้กับแผงมิดฟิลด์ของทีมได้ เขามีความสามารถโดดเด่นไม่แพ้กันทั้งในบทบาทกองกลางตัวรับและกองกลางตัวกลาง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทีมต้องการอย่างยิ่ง ซานโตสย้ายมาร่วมทีมเชลซีเมื่อเดือนธันวาคม 2022 ด้วยค่าตัว 17.5 ล้านปอนด์ จากวาสโก ดา กามา หลังจากนั้นเขาก็ถูกปล่อยยืมตัวกลับไปเล่นให้สโมสรเก่า ก่อนจะย้ายไปสตราสบูร์ก และล่าสุดกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนสิงหาคม 2023 เป็นระยะเวลา 5 เดือน แต่ถูกเรียกตัวกลับก่อนกำหนดเนื่องจากไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลที่ผ่านมา ซานโตสยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ โดยลงสนามไปถึง 43 นัด เป็นตัวจริง 25 ครั้ง มีส่วนร่วมกับ 7 ประตู และใช้เวลาอยู่ในสนามรวม 2,410 นาทีในทุกรายการแข่งขัน นอกจากนี้ เขายังเคยติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ไปแล้ว 6 นัด ปีศาจแดงยังไม่พอ! เล็งมิดฟิลด์คีย์แมนเสริมทัพ หลังจาก อันเดรย์ ซานโตส มีกำหนดเข้ารับการตรวจร่างกายพร้อมกับ เอเดอร์สัน เพื่อนร่วมชาติ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็พร้อมที่จะเดินหน้าตามล่ากองกลางระดับ "คีย์แมน" อีกหนึ่งรายทันที ความต้องการนี้ยิ่งทวีความเร่งด่วนมากขึ้นหลังจาก มานูเอล อูการ์เต ประสบปัญหาบาดเจ็บระยะยาว…
belanegara – ประธานาธิบดีปราโบโว่ ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้ประกาศข่าวดีอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับศักยภาพความมั่งคั่งทางธรรมชาติของประเทศ โดยเปิดเผยถึงการค้นพบแหล่งสำรองทองคำและแร่ธาตุจำนวนมหาศาลในพื้นที่เทือกเขาปาปัว ซึ่งอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติไปอีกขั้น การค้นพบครั้งสำคัญนี้เป็นผลลมาจากการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินการโดยสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (BRIN) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกองทัพอินโดนีเซีย (TNI) แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาควิชาการและหน่วยงานความมั่นคงในการสำรวจทรัพยากรของชาติ Gambar Istimewa : img.okezone.com ประธานาธิบดีปราโบโว่กล่าวในระหว่างพิธีเปิดตัวโครงการ B50 ณ จุดพักรถ KM 57 บนทางหลวงจาการ์ตา-ชิกัมเปก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า "ผมเพิ่งได้รับรายงานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาว่า คณะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ของเราซึ่งเพิ่งเริ่มปฏิบัติการในเทือกเขาปาปัวได้เพียงสองถึงสามสัปดาห์เท่านั้น ได้ค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิด" ท่านเน้นย้ำถึงความรวดเร็วและประสิทธิภาพของการสำรวจครั้งนี้ แม้ว่าการสำรวจจะดำเนินไปได้ไม่นาน แต่ทีมงานผสมผสานชุดนี้ก็สามารถระบุถึงศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลได้อย่างน่าประหลาดใจ ท่านประธานาธิบดีเสริมว่า "ทีมจาก BRIN ร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจาก TNI ได้ค้นพบแหล่งสำรองทองคำและแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมายในปริมาณที่มหาศาล" ซึ่งบ่งชี้ถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่อาจสูงลิบลิ่ว อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปราโบโว่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับพิกัดที่ตั้ง หรือการประเมินมูลค่ารวมของแหล่งแร่ธาตุที่ค้นพบในครั้งนี้ แต่การประกาศดังกล่าวก็เพียงพอที่จะสร้างความหวังและความตื่นเต้นให้กับประชาชนชาวอินโดนีเซียถึงอนาคตที่สดใสของประเทศ รายงานโดย เฟลดี อุตตะมา (Felldy Utama) / ดานี จูมาดิล อาคีร์ (Dani Jumadil Akhir) belanegara.co นำเสนอข่าวเศรษฐกิจล่าสุดและน่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด นโยบายเศรษฐกิจ และความเคลื่อนไหวทางการเงินทั้งในอินโดนีเซียและทั่วโลก