belanegara – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปุรบายา ยูดิ ซาเดวา ได้ประกาศกร้าวถึงความมุ่งมั่นที่จะเร่งรัดการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มบริษัทเหล็กขนาดใหญ่ 40 แห่ง ซึ่งยังคงมีภาระผูกพันทางภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ โดยคาดการณ์มูลค่ารวมสูงถึง 5 ล้านล้านรูเปียห์ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการขยายฐานรายได้และเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบภาษีของประเทศ
"ปุรบายา" เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบริษัทเหล็กเพียงแห่งเดียวในจำนวน 40 แห่งที่อยู่ในรายชื่อเบื้องต้น พบว่าอาจมีการรั่วไหลของรายได้ภาษีสูงถึง 4-5 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบการจัดเก็บภาษีที่ผ่านมา

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายฐานภาษีของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันให้ภาคธุรกิจปฏิบัติตามพันธกรณีทางภาษีอย่างครบถ้วน เพื่อเพิ่มพูนรายได้ของรัฐให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ เขายังประเมินว่า ศักยภาพการจัดเก็บภาษีจากบริษัทเพียงแห่งเดียวอาจสูงถึง 1 ล้านล้านรูเปียห์ภายในระยะเวลาสามปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหาและโอกาสในการเพิ่มรายได้ของรัฐอย่างมหาศาล
ประเภทภาษีที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบครอบคลุมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล (PPh), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (PPN) รวมถึงภาระผูกพันทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการนำเข้าสินค้า ในประเด็นการนำเข้าสินค้า รัฐมนตรีคลังยอมรับว่าการจัดการปัญหานี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และยังมีช่องว่างสำหรับการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า
การตรวจสอบได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยกระทรวงการคลังได้คำนวณมูลค่าหนี้ภาษีที่บริษัทเหล็กเหล่านี้ต้องชำระ และได้เริ่มกระบวนการเรียกเก็บหนี้แล้วอย่างจริงจัง
นอกเหนือจากการไล่ล่าบริษัทที่ยังไม่ปฏิบัติตามภาระภาษีแล้ว "ปุรบายา" ยังได้ประกาศว่าจะทบทวนการทำงานภายในของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร (DJP) หากพบว่ามีการทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ เขาก็พร้อมที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด รวมถึงการปลดพนักงานออกจากตำแหน่ง เพื่อสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการภาษีของประเทศ ตามที่รายงานโดย belanegara.co