belanegara – การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สนามแอตแลนตา สเตเดียม กลายเป็นฝันร้ายตั้งแต่ต้นเกมสำหรับทีมชาติโมร็อกโก เมื่อพวกเขาต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังเฮติอย่างไม่น่าเชื่อจากประตูทำเข้าประตูตัวเองของ ยาสซีน บูนู ผู้รักษาประตู ในนาทีที่ 10 ทั้งที่ ‘สิงโตแอตลาส’ เป็นฝ่ายครองบอลและสร้างสรรค์เกมบุกได้เหนือกว่ามาโดยตลอด
แม้โมร็อกโกจะพยายามโหมบุกอย่างหนัก แต่แนวรับอันเหนียวแน่นของเฮติ ผนวกกับการเซฟอันยอดเยี่ยมของ จอห์นนี่ พลาซิเด้ ผู้รักษาประตู ก็ช่วยให้พวกเขารักษาสกอร์นำไว้ได้นานพอสมควร อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็เริ่มส่งผล

ฮาคิมี่และไซบารี กู้สถานการณ์ก่อนพักครึ่ง
ในที่สุด ความพยายามของโมร็อกโกก็เป็นผลสำเร็จในนาทีที่ 39 เมื่อ อัชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวาตัวเก่ง สอดขึ้นมาซัดในกรอบเขตโทษอย่างเฉียบขาด ตีเสมอเป็น 1-1 และเป็นประตูแรกของเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้
ทว่าความดีใจของโมร็อกโกอยู่ได้ไม่นานนัก เพียง 4 นาทีต่อมา วิลสัน อิซิดอร์ ก็แผลงฤทธิ์ยิงไกลสุดสวยให้เฮติกลับมานำอีกครั้งเป็น 2-1 นับเป็นประตูแรกของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้ ดูเหมือนว่าเฮติจะรักษาสกอร์นำจนจบครึ่งแรกได้ แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก โมร็อกโกก็แสดงสปิริตไม่ยอมแพ้ อิสมาเอล ไซบารี รับบอลจาก ฮาคิมี่ ก่อนยิงตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นประตูที่สามของไซบารีในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมโมร็อกโกในปัจจุบัน
การเปลี่ยนตัวพลิกเกม
ครึ่งหลัง โมร็อกโกยังคงเป็นฝ่ายครองเกมบุกอย่างต่อเนื่อง โดยมีสถิติการครองบอลสูงถึง 71 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกม และแล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในนาทีที่ 70 เมื่อกุนซือโมร็อกโกตัดสินใจส่ง ซูเฟียน ราฮิมี่ ลงสนามแทน และเพียง 8 นาทีหลังจากนั้น ราฮิมี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อเขาสอดเข้ามายิงในกรอบเขตโทษ พลิกสถานการณ์ให้โมร็อกโกขึ้นนำเป็นครั้งแรก 3-2 และเป็นประตูแรกของราฮิมี่ในฟุตบอลโลก 2026
หลังจากนั้น เฮติที่เคยตั้งรับได้อย่างมีวินัยก็เริ่มอ่อนแรงลง โมร็อกโกยังคงเดินหน้าบุกอย่างไม่ลดละ และมาได้ประตูปิดท้ายในนาทีที่ 89 เมื่อ เกสซิม ยาสซีน ตามซ้ำลูกยิงของ ราฮิมี่ เข้าไปตุงตาข่าย ทำให้สกอร์ขยับเป็น 4-2 และรักษาสกอร์นี้ไว้ได้จนกระทั่งเสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น
ความเหนือกว่าของโมร็อกโกที่ออกผลเป็นชัยชนะอันหอมหวาน
ตลอด 90 นาที โมร็อกโกแสดงให้เห็นถึงความดุดันและสร้างโอกาสทำประตูได้มากกว่าเฮติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ อัชราฟ ฮาคิมี่ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เขาไม่เพียงยิง 1 ประตูและทำ 1 แอสซิสต์ แต่ยังสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมถึง 5 ครั้ง และยิงเองอีก 5 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติส่วนตัวที่ดีที่สุดของเขาในฟุตบอลโลกครั้งเดียว
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้โมร็อกโกยังคงรักษาสถิติไร้พ่าย 3 นัดติดต่อกันในฟุตบอลโลก ขณะที่เฮติต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้เป็นนัดที่ 6 ติดต่อกันในรายการนี้
บทวิเคราะห์
จากผลการแข่งขันครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณภาพและความลึกของขุมกำลังระหว่างสองทีม แม้เฮติจะสร้างความลำบากใจให้โมร็อกโกได้ถึงสองครั้ง และขึ้นนำได้ถึงสองหน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรักษาระดับความเข้มข้นของเกมไว้ได้เมื่อถูกกดดันอย่างหนัก ตรงกันข้าม โมร็อกโกกลับแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง พวกเขาไม่ตื่นตระหนกแม้จะโดนนำจากประตูตัวเองและต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังถึงสองครั้ง การเปลี่ยนตัวผู้เล่นก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการลงมาของ ซูเฟียน ราฮิมี่ ที่สามารถพลิกเกมได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ติดตามข่าวสารฟุตบอลโลกและบทวิเคราะห์เจาะลึกได้ที่ belanegara.co