ข้าราชการเฮ! สองเด้งรับทรัพย์เต็มๆ ทั้งเงินเดือน 13 และ THR พร้อมกันจริงหรือ? รัฐบาลเตรียมงบมหาศาล!
รัฐบาลอินโดนีเซียได้เตรียมงบประมาณสำหรับ THR และเงินเดือนที่ 13 ของบุคลากรภาครัฐไว้เป็นประจำทุกปี โดยในปี 2568 (2025) ได้จัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้นกว่า 49.4 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลความเป็นอยู่ของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ

จากประมาณการความต้องการงบประมาณ พบว่าราว 17.7 ล้านล้านรูเปียห์ จะถูกจัดสรรให้กับบุคลากรภาครัฐส่วนกลาง, เจ้าหน้าที่รัฐ, ทหาร และตำรวจ ส่วนอีก 12.4 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นของกลุ่มผู้รับบำนาญและผู้รับเงินช่วยเหลือหลังเกษียณ และสำหรับบุคลากรภาครัฐในส่วนภูมิภาค จะได้รับจัดสรรงบประมาณราว 19.3 ล้านล้านรูเปียห์ การแบ่งสรรงบประมาณที่ชัดเจนนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าสวัสดิการจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง
สำหรับการดำเนินการทางเทคนิคในการเบิกจ่าย THR และเงินเดือนที่ 13 นั้น จะมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านระเบียบกระทรวงการคลัง สำหรับงบประมาณที่มาจากงบประมาณแผ่นดิน (APBN) และผ่านระเบียบของผู้บริหารท้องถิ่น (Perkada) สำหรับงบประมาณที่มาจากงบประมาณท้องถิ่น (APBD) ซึ่งเป็นการสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจนและโปร่งใส
สำนักงานบริการคลังของรัฐ (KPPN) จะดำเนินการเบิกจ่าย THR ตามกลไกที่กำหนดไว้ โดยหน่วยงานราชการทุกแห่งจะต้องดำเนินการกระทบยอดเงินเดือนเพื่อเตรียมการเบิกจ่าย THR หรือดำเนินการออกใบแจ้งหนี้เงินบำนาญสำหรับผู้รับบำนาญผ่าน PT Taspen และ PT Asabri ก่อนหน้านั้น เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว
หน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวง/ทบวง/กรม สามารถเริ่มยื่นคำสั่งเบิกจ่ายเงิน (SPM) เพื่อให้ KPPN ดำเนินการอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน (SP2D) ได้ทันที นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้กำชับให้รัฐบาลท้องถิ่นทุกแห่งเร่งจัดทำระเบียบของผู้บริหารท้องถิ่นเกี่ยวกับการเบิกจ่าย THR และเงินเดือนที่ 13 ให้แล้วเสร็จ และต้องมั่นใจว่าสามารถเริ่มจ่ายเงินได้ตั้งแต่ 15 วันก่อนวันหยุดสำคัญ เพื่อให้ข้าราชการมีเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม หากการเบิกจ่าย THR ไม่สามารถดำเนินการได้ทันก่อนวันอีดิลฟิฏรี ก็ยังสามารถดำเนินการเบิกจ่ายได้หลังจากวันหยุดดังกล่าว ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสิทธิประโยชน์นี้จะยังคงได้รับอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะช้าไปบ้างก็ตาม ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐทุกคนที่กำลังรอคอยสวัสดิการสำคัญนี้จากรัฐบาล