belanegara – การตัดสินใจของนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ที่จะขยายระยะเวลาการฝากเงินคงเหลือในงบประมาณ (SAL) จำนวน 200 ล้านล้านรูเปียห์ในธนาคารของรัฐ (Himbara) ออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างกว้างขวางจากผู้เล่นในตลาด นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นมาตรการสำคัญยิ่งในการธำรงรักษาเสถียรภาพของภาคการเงินของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนเทศกาลอีดิลฟิตรี 1447 ฮิจเราะห์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ
นายแอนดรี อัสโมโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Mandiri แสดงความเห็นว่านโยบายนี้มาถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง เขามองว่าหากเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวถูกเรียกคืนตามกำหนดเดิมในวันที่ 13 มีนาคม 2569 จะเป็นการสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับระบบธนาคาร ท่ามกลางความต้องการสภาพคล่องที่สูงลิ่วจากประชาชน

"ประการแรกเลย นี่จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากการแย่งชิงสภาพคล่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ลองจินตนาการดูสิครับว่า หากมีสัญญาณว่าจะมีการเรียกคืนเงินเมื่อถึงกำหนดเดิมในวันที่ 13 มีนาคมนี้" นายอัสโม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อัสโม กล่าวในการพบปะสื่อมวลชนที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569
"การดึงเงินคืนในช่วงเวลานั้นคงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ความต้องการสภาพคล่องสูงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงตรุษจีน หรือช่วงก่อนเทศกาลอีดิลฟิตรีและอื่นๆ" เขากล่าวเสริม
นายอัสโมอธิบายว่า ความท้าทายในการเติบโตของสินเชื่อในปัจจุบันไม่ได้มาจากเพียงแค่ความต้องการของภาคประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพร้อมของเงินทุนในฝั่งของธนาคารด้วย
เขากล่าวต่อไปว่า การมีอยู่ของเงินคงเหลือในงบประมาณของรัฐบาล (SAL) ทำหน้าที่เป็นกันชนสำคัญ ช่วยให้ธนาคารมีพื้นที่เพียงพอในการปล่อยสินเชื่อและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
"ดังนั้น นี่จึงเป็นการลดความตึงเครียดและลดการแย่งชิงสภาพคล่องครับ เพราะเพื่อนๆ ครับ หากเราพูดถึงการเติบโตของสินเชื่อ ความท้าทายจริงๆ ไม่ได้มาจากฝั่งอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากฝั่งอุปทานด้วย ซึ่งก็คือความพร้อมหรือความเพียงพอของสภาพคล่องในตัวธนาคารเอง" นายอัสโมชี้แจง
