belanegara – ข้อมูลสุดช็อกที่เปิดเผยโดยกระทรวงกิจการสังคมอินโดนีเซีย (Kemensos) ชี้ชัดว่าจังหวัดชวาตะวันตกกลายเป็นศูนย์กลางของผู้รับเงินช่วยเหลือทางสังคม (bansos) และสมาชิกครอบครัวที่พัวพันกับการพนันออนไลน์มากที่สุดในประเทศ โดยมีจำนวนสูงถึง 336,579 ราย การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ยังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสของโครงการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ที่ควรจะได้รับการปกป้องจากภัยสังคม
การค้นพบอันน่าตกใจนี้มาจากการตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลเชิงลึกระหว่าง Kemensos และศูนย์รายงานและวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงิน (PPATK) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ผู้รับเงินสงเคราะห์ภายใต้โครงการ "ครอบครัวแห่งความหวัง" (Program Keluarga Harapan – PKH) และโครงการ "อาหารพื้นฐาน" (Sembako) ในการจัดสรรเงินช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 หลังจากชวาตะวันตก จังหวัดชวากลางและชวาตะวันออกก็ติดอันดับรองลงมาในฐานะพื้นที่ที่มีข้อมูลผู้พัวพันกับการพนันออนไลน์จำนวนมาก นายโจโก วิดิอาร์โต หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศสวัสดิการสังคม (Pusdatin) ของ Kemensos ยืนยันว่า "ชวาตะวันตกมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยชวากลางและชวาตะวันออก ตัวเลขในชวาตะวันตกสูงถึง 336,579 ราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอินโดนีเซีย"

ในภาพรวมระดับประเทศ Kemensos ได้ตรวจพบข้อมูลผู้รับเงินสงเคราะห์และสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งสิ้น 1,494,652 ราย ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ การตรวจสอบอย่างละเอียดนี้ครอบคลุมผู้รับเงินสงเคราะห์ในไตรมาสที่ 2 พร้อมด้วยสมาชิกทุกคนที่ระบุอยู่ในบัตรประจำครอบครัว (Kartu Keluarga – KK) เดียวกัน "ข้อมูลเหล่านี้จะถูกระงับการจ่ายเงินชั่วคราว" นายโจโกกล่าวเสริม "และเรากำลังเตรียมหาผู้รับรายใหม่เข้ามาแทนที่ เพราะยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง"
นายโจโกยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า การบ่งชี้ถึงธุรกรรมการพนันออนไลน์นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะมาจากตัวผู้รับเงินสงเคราะห์โดยตรงเสมอไป แต่ธุรกรรมเหล่านี้อาจถูกตรวจพบจากสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่อยู่ในบัตรประจำครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบุตร สามี ภรรยา หรือแม้แต่หลาน "เราตรวจสอบทั้งครอบครัวว่ามีใครเล่นพนันออนไลน์หรือไม่" เขากล่าว "และพบว่าบางกรณีเป็นบุตรหรือสามีของผู้รับเงินสงเคราะห์เอง แม้ว่าตัวผู้รับอาจจะไม่ได้เล่นก็ตาม" สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความซับซ้อนของปัญหาการพนันออนไลน์ที่แทรกซึมเข้าสู่ระดับครัวเรือน และท้าทายหน่วยงานภาครัฐในการออกแบบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.