belanegara – การพลิกโฉมธุรกิจของ PT Chandra Asri Pacific Tbk (TPIA) กำลังเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน การเข้าซื้อกิจการสินทรัพย์ Shell Energy and Chemicals Park Singapore (SECP) ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Aster ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับบริษัท
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ทางธุรกิจของ Chandra Asri จากเดิมที่เป็นเพียงบริษัทปิโตรเคมีที่ต้องพึ่งพาวงจรของอุตสาหกรรมอย่างมาก สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจแบบบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐาน นาย Nizam Syafik นักวิเคราะห์จาก Verdhana Sekuritas ชี้ว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา Chandra Asri ประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมครั้งใหญ่ จากสินทรัพย์ปิโตรเคมีเดี่ยวที่มีมูลค่าราว 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไรติดลบในช่วงปี 2022-2024 กลายเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจแบบบูรณาการที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงถึง 7-10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ความสำเร็จนี้ นาย Nizam ระบุว่า มาจากการเข้าซื้อกิจการ Aster ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2025 ผ่านการเข้าซื้อครั้งนี้ Chandra Asri ได้โรงกลั่นน้ำมันกำลังการผลิต 237,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมด้วยโรงงานผลิตเอทิลีนแครกเกอร์กำลังการผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับธุรกิจพลังงานของบริษัท "Aster ได้กระจายแหล่งรายได้ของ Chandra Asri อย่างมีประสิทธิภาพ จากเดิมที่พึ่งพิงส่วนต่างของปิโตรเคมีเป็นหลัก ปัจจุบันพลังงานได้กลายเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่สุดต่อรายได้ของบริษัท" นาย Nizam กล่าวในรายงานวิจัยของเขา ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ 18 มิถุนายน 2026
ข้อมูลจาก Verdhana ชี้ว่า ในไตรมาส 1 ปี 2026 ธุรกิจพลังงานมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 55% ของรายได้รวมของ Chandra Asri แซงหน้าธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ 42% และโครงสร้างพื้นฐานที่ประมาณ 3% ความสำเร็จในการบูรณาการ Aster ยังสะท้อนให้เห็นจากการพุ่งขึ้นของผลประกอบการทางการเงินของบริษัท ในไตรมาส 1 ปี 2026 Chandra Asri รายงานกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 468 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 205 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลงานที่โดดเด่นนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากธุรกิจพลังงานซึ่งสร้าง EBIT ได้ถึง 556 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
Verdhana ประเมินว่า การเข้าซื้อกิจการ Aster เป็นการทำธุรกรรมที่สร้างผลกำไรมหาศาล สินทรัพย์ดังกล่าวถูกเข้าซื้อผ่าน CAPGC ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ Glencore ด้วยมูลค่าประมาณ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ที่ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างมาก การทำธุรกรรมนี้ส่งผลให้เกิดกำไรจากการซื้อในราคาถูก (bargain purchase gain) โดยตรง ซึ่งช่วยเสริมสร้างโครงสร้างเงินทุนของบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้น และสร้างพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับการระดมทุนเพื่อการขยายกิจการในอนาคต