belanegara – วงการประกันสุขภาพอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อ BPJS สุขภาพ (BPJS Kesehatan) เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า มีผู้ประกันตนในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (JKN) มากถึง 54 ล้านคน ที่อยู่ในสถานะไม่ใช้งาน ซึ่งหากผู้คนกลุ่มนี้กลับมาจ่ายเบี้ยประกันอีกครั้ง จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่กองทุนได้สูงถึง 2 ล้านล้านรูเปียห์ต่อเดือน ถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่หายไปจากระบบ และส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย นายปรีฮาตี ปูโจวาสกิโต (Prihati Pujowaskito) ผู้อำนวยการใหญ่ BPJS สุขภาพ ในโอกาสที่ได้เปิดตัวโครงการ "นาดี JKN" (Nadi JKN – Menabung Demi Iuran JKN) ณ สำนักงานใหญ่ BPJS สุขภาพ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2569 โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนสามารถเตรียมพร้อมสำหรับการชำระเบี้ยประกันได้ง่ายขึ้น มีการวางแผนที่ดีขึ้น และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

นายปรีฮาตีกล่าวว่า "ปัจจุบัน BPJS สุขภาพมีสมาชิกทั้งหมด 285 ล้านคน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามีถึง 54 ล้านคน ที่ยังคงอยู่ในสถานะไม่ใช้งาน หรือไม่จ่ายเบี้ยประกัน หากเราลองจินตนาการว่าผู้คน 54 ล้านคนนี้กลับมาจ่ายเบี้ยประกัน เราจะได้รับเงินทุนเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านล้านรูเปียห์ในแต่ละเดือน จากผู้ที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ในขณะนี้" การขาดหายไปของเงินทุนจำนวนนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและการให้บริการของระบบประกันสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายปรีฮาตีอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการนาดี JKN ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้รายวัน เช่น พนักงานขับรถจักรยานยนต์รับจ้างออนไลน์ (Ojol) โดยเฉพาะ ผ่านโครงการนี้ ผู้ประกันตนสามารถออมเงินทีละเล็กละน้อยในแต่ละวัน จนกระทั่งเพียงพอสำหรับการชำระเบี้ยประกันรายเดือน ซึ่งจะช่วยลดภาระและทำให้การจ่ายเบี้ยประกันเป็นไปได้ง่ายขึ้นสำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน
"นี่จึงเป็นบทบาทและโอกาสของเรา ที่จะสามารถช่วยเหลือเพื่อนๆ พนักงานขับรถ Ojol เหล่านี้ ให้สามารถชำระเบี้ยประกันได้ด้วยวิธีการผ่อนชำระ หรือการออมเงิน" นายปรีฮาตีกล่าวเสริม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพสำหรับทุกคนในสังคม
เขายังเน้นย้ำว่า ตามกฎหมายและข้อบังคับ ผู้ประกันตนที่ชำระเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะได้รับความคุ้มครองหลักประกันสุขภาพ ดังนั้น การรักษาสถานะการเป็นผู้ประกันตนที่ใช้งานอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แรงงานยังคงได้รับความมั่นใจในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพเมื่อยามเจ็บป่วย และไม่พลาดโอกาสในการรักษาพยาบาลที่จำเป็นในอนาคต.