belanegara – การเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญในแวดวงเศรษฐกิจ เมื่อมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.7 แสนล้านล้านรูเปียห์ (เทียบเท่า 8 แสนล้านบาทไทยโดยประมาณ) กับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้ที่จับตาจากทั่วโลก
นายซูกิโอโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย เปิดเผยจากกรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า "เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีได้เข้าร่วมการประชุมภาคธุรกิจ ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซียและญี่ปุ่นในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ"

นายซูกิโอโนยังกล่าวเสริมว่า รัฐบาลอินโดนีเซียในปัจจุบันกำลังมุ่งเน้นอย่างจริงจังไปที่วาระการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ จึงได้ดำเนินการปรับปรุงและลดความซับซ้อนของกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนและการประกอบธุรกิจที่เอื้ออำนวยและดึงดูดมากยิ่งขึ้น
"การลงนามในข้อตกลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง และท่านประธานาธิบดียังได้กล่าวในสุนทรพจน์ว่า อินโดนีเซียกำลังดำเนินการปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเศรษฐกิจ" นายซูกิโอโนกล่าวเสริม
ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Japan-Indonesia Forum ที่กรุงโตเกียว ประธานาธิบดีปราโบโวได้ย้ำถึงความพร้อมของอินโดนีเซียในการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยท่านประธานาธิบดีกล่าวว่า "ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับอินโดนีเซีย ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศได้ถักทอมายาวนานหลายสิบปี สะท้อนได้จากการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของบริษัทญี่ปุ่นในหลากหลายภาคส่วนเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และญี่ปุ่นยังคงให้การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมาโดยตลอด"
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นจัดเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย โดยมุ่งเน้นการลงทุนในภาคการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการลงนามข้อตกลงครั้งนี้คาดว่าจะยิ่งเสริมสร้างความร่วมมือในภาคส่วนเหล่านี้ให้แข็งแกร่งและขยายตัวมากยิ่งขึ้นในอนาคต