belanegara – กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียได้สร้างความฮือฮาในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุน ด้วยการประกาศมอบสัมปทานการบริหารจัดการท่าเรือจันทรา นุสันทารา (Terminal Chandra Pelabuhan Nusantara) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ท่าเรือบาเตน (Banten Port) ให้แก่บริษัท พีที จันทรา เปอลาบูฮัน นุสันทารา (PT Chandra Pelabuhan Nusantara – CPN) เป็นระยะเวลานานถึง 56 ปี โดย CPN เป็นบริษัทในเครือของ พีที จันทรา อัสรี แปซิฟิก ทีบีเค (PT Chandra Asri Pacific Tbk – TPIA) ซึ่งอยู่ภายใต้อาณาจักรธุรกิจของมหาเศรษฐีชื่อดังอย่าง ปราโจโก ปังเกสตู (Prajogo Pangestu)
บริษัท CPN มีความเชี่ยวชาญด้านบริการท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มธุรกิจของมหาเศรษฐี ปราโจโก ปังเกสตู พิธีลงนามในข้อตกลงสัมปทานครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ สำนักงานกระทรวงคมนาคม โดยมี นายราเดน โยกี นูเกรฮา (Raden Yogie Nugraha) หัวหน้าสำนักงาน KSOP ชั้น 1 บาเตน และ นายเอดี้ ริวาอี (Edi Riva’i) ผู้อำนวยการบริษัท พีที จันทรา เปอลาบูฮัน นุสันทารา เป็นผู้ลงนามในสัญญา

นายมูฮัมหมัด มาสยุด (Muhammad Masyhud) อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำ ได้ให้ความเห็นว่าความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการท่าเรือ ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
“เราขอชื่นชมความพยายามครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับปริมาณ คุณภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและบำรุงรักษาการให้บริการท่าเรือในพื้นที่บาเตน” นายมูฮัมหมัด มาสยุด กล่าวในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธ (27 พ.ค. 2569) พร้อมเสริมว่า “นอกจากนี้ ยังจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศผ่านการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัมปทาน ซึ่งคิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม (Gross Revenue) และจะถูกบันทึกเป็นรายได้แผ่นดินที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tax State Revenue – PNBP)” อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำยังระบุอีกว่า ระยะเวลาสัมปทานที่ตกลงกันไว้คือ 56 ปี โดยมีค่าธรรมเนียมสัมปทานอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม
อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในภาคส่วนบริการท่าเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคบาเตน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Terminal Chandra Pelabuhan Nusantara โดยระบุว่า “ด้วยการลงทุนที่เหมาะสม เราจะสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและบริการท่าเรือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์มากมายต่อประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรวม” การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและทันสมัย จะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศโดยรวม และช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของอินโดนีเซียในเวทีโลก
