belanegara – แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล 8+4+5 ที่รัฐบาลไทยประกาศใช้ กำลังเป็นที่จับตาของนักเศรษฐศาสตร์และประชาชนทั่วประเทศ โดยมีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทย บางคนมองว่าเป็นยาแรงที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคและสร้างงาน แต่บางคนก็กังวลว่าอาจนำไปสู่ภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงด้านการคลัง
แอนดรี้ อัศมโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงเทพ แสดงความเห็นว่า แพ็กเกจ 8+4+5 นี้มีศักยภาพในการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้นและสร้างงานในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการช่วยเหลือด้านอาหาร โครงการเพิ่มงาน และมาตรการทางการคลังต่างๆ จะช่วยรักษาอำนาจซื้อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง “แพ็กเกจนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้นและสร้างงานอย่างยั่งยืน มาตรการช่วยเหลือด้านอาหาร โครงการเพิ่มงาน และมาตรการทางการคลัง จะช่วยรักษาอำนาจซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” แอนดรี้กล่าวเมื่อวันอังคารที่ 16 กันยายน 2568

อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง รัฐบาลควรเน้นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจสำคัญ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ประมง และเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก แต่การดำเนินนโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง “แม้จะมีนโยบายที่ขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลก็ยืนยันที่จะรักษาขีดจำกัดการขาดดุลไว้ต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)” แอนดรี้กล่าวเสริม
เฮลมี่ คริสตันโต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เป็นกลยุทธ์ในการต่อต้านภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ยังคงต้องติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความสำเร็จและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้แพ็กเกจนี้ประสบความสำเร็จและไม่สร้างภาระหนี้สินที่เกินควบคุม ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
