belanegara – ท่ามกลางกระแสความคาดหวังของประชาชนทั่วประเทศ รัฐบาลอินโดนีเซียได้เริ่มเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือสังคม (Bansos) ภายใต้โครงการครอบครัวแห่งความหวัง (Program Keluarga Harapan – PKH) และโครงการช่วยเหลืออาหารแบบไม่ใช้เงินสด (Bantuan Pangan Non-Tunai – BPNT) ระยะที่ 2 ประจำปี 2026 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความช่วยเหลือสำคัญที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ด้อยโอกาส แต่คำถามที่หลายคนสงสัยและเป็นประเด็นถกเถียงคือ เงินช่วยเหลือเหล่านี้จะถูกหักภาษีหรือไม่? รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสังคมสงเคราะห์ นายไซฟุลลาห์ ยูซุฟ หรือ "กุส อิปุล" ได้ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมครอบครัวผู้รับผลประโยชน์ (KPM) กว่า 18 ล้านครัวเรือนทั่วอินโดนีเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
นายกุส อิปุล ได้กล่าวกับสื่อมวลชนที่สำนักงานกระทรวงสังคมสงเคราะห์ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2026 ว่า "เราได้เริ่มเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวผู้รับผลประโยชน์ประมาณ 18 ล้านครัวเรือน สำหรับทั้งโครงการ PKH และ BPNT" การประกาศดังกล่าวสร้างความโล่งใจให้กับหลายฝ่าย แต่คำถามเรื่องการหักภาษียังคงค้างคาอยู่ในใจผู้คน

สำหรับคำถามที่ว่าเงินช่วยเหลือสังคม PKH และ BPNT จะถูกหักภาษีหรือไม่นั้น คำตอบคือ "ไม่" กระทรวงสังคมสงเคราะห์ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เงินช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และผู้รับผลประโยชน์ (KPM) มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเต็มจำนวนโดยไม่มีการหักลดใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งเป็นไปตามหลักการของเงินช่วยเหลือทางสังคมที่ไม่ใช่รายได้จากการทำงานหรือการลงทุน
กระทรวงสังคมสงเคราะห์ยังได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า เงินช่วยเหลือสังคมเหล่านี้ "ห้าม" ถูกหักโดยบุคคลใดหรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม หากผู้รับผลประโยชน์ได้รับเงินไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะเป็น ถือเป็นสิทธิ์ที่จะต้องรายงานเรื่องดังกล่าวทันที เนื่องจากอาจเข้าข่ายเป็นการเรียกเก็บเงินโดยมิชอบหรือการรีดไถ (pungli) ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายและจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ส่วนภาษีที่อาจเกี่ยวข้องกับโครงการนี้คือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการสำหรับโครงการ ไม่ใช่การหักจากเงินที่มอบให้แก่ผู้รับผลประโยชน์โดยตรงแต่อย่างใด ดังนั้น ประชาชนผู้รับความช่วยเหลือจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินเต็มจำนวนตามสิทธิ์ที่พึงมี.
