belanegara – ท่ามกลางบรรยากาศการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือ Jakarta International Container Terminal (JICT) ในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ย้ำจุดยืนอันแข็งแกร่งในการเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย (Agreement on Reciprocal Trade – ART) กับสหรัฐอเมริกา แม้ว่าศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะมีคำสั่งยกเลิกนโยบายภาษีนำเข้าทั่วโลกที่เคยประกาศใช้โดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการรักษาเสถียรภาพทางการค้ากับหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของตน และแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความแน่นอนท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
ภายใต้ข้อตกลง ART นี้ สินค้าส่งออกของอินโดนีเซียไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยในอัตราร้อยละ 19 ยกเว้นสินค้าบางประเภทที่ได้รับสิทธิพิเศษอัตราภาษีร้อยละ 0 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ ในทางกลับกัน อินโดนีเซียได้แสดงเจตจำนงที่จะอำนวยความสะดวกทางการค้าโดยการยกเลิกอุปสรรคทางภาษีเกือบทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 99 สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ข้อตกลงนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการค้าสองฝ่ายให้เติบโตอย่างสมดุลและเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้งสองประเทศ

การที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนนโยบายภาษีของทรัมป์นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการค้าโลกครั้งสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลายประเทศที่เคยได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับอินโดนีเซีย การยืนยันที่จะสานต่อข้อตกลง ART แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวในการสร้างความมั่นคงและความแน่นอนให้กับภาคการส่งออกและนำเข้าของประเทศ การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ได้กับสหรัฐฯ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก belanegara.co ชี้ว่า การตัดสินใจของอินโดนีเซียครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำถึงความน่าเชื่อถือในฐานะคู่ค้าที่ยึดมั่นในพันธสัญญา แต่ยังส่งสัญญาณเชิงบวกถึงประชาคมโลกเกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ การเดินหน้าตามข้อตกลง ART จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจอินโดนีเซีย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับการลงทุนและการค้าระหว่างสองประเทศในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น.
