belanegara – ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเปิดทำการด้วยภาวะอ่อนแรงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มีนาคม 2569) ท่ามกลางความกังวลที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งสวนทางกับสัญญาณเชิงบวกจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยกล่าวเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ที่สงครามจะยุติลงในไม่ช้าเพียงวันเดียวก่อนหน้านี้
อ้างอิงข้อมูลจาก belanegara.co ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) ปรับตัวลดลง 30.6 จุด หรือ 0.06% มาอยู่ที่ระดับ 47,771.43 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 (SPX) อ่อนตัวลงเล็กน้อย 0.6 จุด หรือ 0.01% แตะระดับ 6,796.56 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ก็ปรับลดลง 27.0 จุด หรือ 0.12% มาอยู่ที่ 22,722.93 จุด สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่ปกคลุมตลาด

ก่อนหน้านี้ ตลาดทุนสหรัฐฯ เผชิญกับความผันผวนอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ โดยมีปัจจัยหลักมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน คือ นายโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ซึ่งถูกมองว่าจะทำให้ท่าทีของอิหร่านแข็งกร้าวขึ้น และลดโอกาสในการยุติความขัดแย้งลงอย่างรวดเร็ว
ความกังวลดังกล่าวได้กระตุ้นให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จนแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 เนื่องจากความหวาดกลัวว่าการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบถึงหนึ่งในห้าของโลก จะถูกรบกวน
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันยังได้จุดชนวนให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความวิตกว่าภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวนจะกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก และนำไปสู่การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง
นักวิเคราะห์จาก BCA Research ได้แสดงความเห็นในบันทึกของพวกเขาว่า "ตลาดการเงินทั่วโลกตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกเมื่อวันจันทร์ หลังจากตระหนักถึงอันตรายจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจยืดเยื้อ"
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนดังกล่าวได้คลี่คลายลงชั่วคราวหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่า "สงครามได้สิ้นสุดลงแล้ว เกือบจะจบลงแล้ว" คำกล่าวนี้ส่งผลให้หุ้นปิดบวก ราคาน้ำมันลดลง และผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงในเซสชันก่อนหน้า แต่ดูเหมือนว่าความสงบนั้นจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
