belanegara – ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงประเมินคุณภาพข้าวเพียงแค่ดูจากฉลากหรือราคา แต่แท้จริงแล้ว รัฐบาลได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพอย่างเป็นทางการเพื่อแยกแยะระหว่างข้าวคุณภาพกลางและข้าวคุณภาพพรีเมี่ยม มาตรฐานนี้ถูกกำหนดไว้ในระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และระเบียบของหน่วยงานด้านอาหารแห่งชาติ เพื่อไม่ให้เลือกซื้อผิดพลาด ประชาชนจึงจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างของคุณภาพข้าวตามตัวชี้วัดทางเทคนิคที่กำหนดไว้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติและรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนประกอบและความเหมาะสมของข้าวในฐานะอาหารหลักอีกด้วย
เว็บไซต์ belanegara.co รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า “มีมาตรฐานอย่างเป็นทางการที่กำหนดความแตกต่างของคุณภาพข้าวคุณภาพกลางและข้าวคุณภาพพรีเมี่ยม ตั้งแต่ระดับการขัดสี ปริมาณความชื้น เมล็ดแตก จนถึงเมล็ดสมบูรณ์ ทั้งหมดนี้ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างเป็นทางการของรัฐบาลแล้ว”

มาตรฐานคุณภาพข้าวคุณภาพกลางเทียบกับข้าวคุณภาพพรีเมี่ยม
จากข้อบังคับที่บังคับใช้ ต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างข้าวคุณภาพกลางและข้าวคุณภาพพรีเมี่ยม:
• ระดับการขัดสี (ขั้นต่ำ): ทั้งข้าวคุณภาพกลางและข้าวคุณภาพพรีเมี่ยมมีมาตรฐานระดับการขัดสีขั้นต่ำที่ 95% ระดับการขัดสีแสดงให้เห็นว่าข้าวสะอาดจากเยื่อหุ้มเมล็ดมากแค่ไหนหลังจากการสี
• ปริมาณความชื้น (สูงสุด): ทั้งสองมีขีดจำกัดปริมาณความชื้นสูงสุดที่ 14% ปริมาณความชื้นมีผลต่ออายุการเก็บรักษาข้าว ยิ่งต่ำยิ่งเก็บได้นาน
• เมล็ดแตก (สูงสุด): ข้าวคุณภาพกลางอนุญาตให้มีเมล็ดแตกได้สูงสุด 25% ในขณะที่ข้าวคุณภาพพรีเมี่ยมอนุญาตเพียง 15% ยิ่งมีเมล็ดแตกน้อยเท่าไหร่ คุณภาพข้าวก็จะยิ่งสูงขึ้น
• เมล็ดสมบูรณ์ (ขั้นต่ำ): เมล็ดสมบูรณ์หมายถึงเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ สำหรับข้าวคุณภาพกลาง ขั้นต่ำ 75% ในขณะที่ข้าวคุณภาพพรีเมี่ยมสูงถึง 85%
ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ผู้บริโภคจะสามารถเลือกซื้อข้าวได้อย่างถูกต้อง และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป อย่าลืมตรวจสอบฉลากและข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ก่อนซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับข้าวที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ