belanegara – แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลกต้องลุ้นระทึกจนแทบหยุดหายใจ เมื่อ "หงส์แดง" เกือบต้องพบกับความพ่ายแพ้คาถิ่นแอนฟิลด์ ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่สองของฤดูกาล 2026/27 ก่อนที่ วิกเตอร์ มูนญอซ แข้งใหม่ชาวสเปนจะสวมบทฮีโร่ ซัดประตูสุดสวยช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความปราชัย จบเกมด้วยผลเสมอ 2-2 อย่างดุเดือดกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
เกมเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความกดดันที่ลิเวอร์พูลต้องการชัยชนะเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่กลับเป็น น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการออกนำไปก่อนในนาทีที่ 24 จากจังหวะที่ แมตซ์ เซลส์ ผู้รักษาประตูของฟอเรสต์วางบอลยาวข้ามแนวรับของเจ้าถิ่นที่ปั่นป่วน ก่อนที่ แดน เอ็นดอย จะฉกฉวยโอกาสยิงเข้าไปไม่เหลือซาก

ลิเวอร์พูลพยายามตอบโต้ทันที ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ เกือบตีเสมอให้ลิเวอร์พูลได้สำเร็จ แต่ถูก VAR ปฏิเสธเนื่องจาก เจเรมี ฟริมปง อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า อย่างไรก็ตาม เวิร์ตซ์ยังคงเป็นผู้เล่นที่สร้างความอันตรายมากที่สุดให้กับลิเวอร์พูลในครึ่งแรก ถึงขนาดที่บังคับให้ เซลส์ ต้องออกแรงเซฟลูกโหม่งของเขา ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ อีซัค กองหน้าตัวเป้าของหงส์แดงแทบไม่มีบทบาทในครึ่งแรก โดยสัมผัสบอลได้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น
สถานการณ์ของลิเวอร์พูลเกือบเลวร้ายลงไปอีก เมื่อฟอเรสต์เกือบได้ประตูที่สองก่อนหมดครึ่งแรก แต่ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ยังคงโชว์ฟอร์มเซฟสำคัญ ป้องกันลูกยิงของ อิกอร์ เฆซุส ไว้ได้ ทำให้ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-1 ฟอเรสต์นำอยู่
ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลเร่งเครื่องบุกหนัก และมาได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 60 จากจังหวะที่ โคดี้ กัคโป ลากเลื้อยผ่านกองหลังก่อนจะจ่ายบอลให้ อีซัค แปเข้าไปง่ายๆ ประตูนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม ทำให้กุนซือ อิราโอลา ของลิเวอร์พูลถึงกับชะลอการเปลี่ยนตัวที่เตรียมไว้
แต่ความดีใจของเจ้าถิ่นอยู่ได้ไม่นาน ฟอเรสต์มาได้จุดโทษในนาทีที่ 70 เมื่อ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ทำฟาวล์ เนโก วิลเลียมส์ ในกรอบเขตโทษ และเป็น มอร์แกน กิบบ์ส-ไวท์ รับหน้าที่สังหารไม่พลาด ให้ทีมเยือนกลับมานำอีกครั้ง 1-2
กุนซือ อิราโอลา ของลิเวอร์พูลไม่รอช้า ตัดสินใจปรับทัพครั้งใหญ่ ส่ง คอสตาส ซิมิกาส, ไรอัน กราเฟนแบร์ค และ ริโอ อึงกูโมฮา ลงมาแทน มิลอส เคอร์เคซ, ฟริมปง และ กัคโป ตามด้วย โรนัลด์ อเราโฮ และ เทรย์ นโยนี่ แทน เจเรมี ฌักเกต์ และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ โดยขยับ โดมินิค โซบอสไล ไปเล่นในตำแหน่งแบ็กขวา การปรับเปลี่ยนทำให้ลิเวอร์พูลเริ่มคุมเกมได้ดีขึ้นในแนวรับ
และแล้วช่วงเวลาที่แอนฟิลด์รอคอยก็มาถึง เมื่อลิเวอร์พูลต้องการช่วงเวลาพิเศษ วิกเตอร์ มูนญอซ แข้งใหม่ที่ลงสนามเต็มตัวเป็นครั้งแรกในแอนฟิลด์ ก็ตอบรับความคาดหวัง ในนาทีที่ 82 ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ จ่ายบอลให้ มูนญอซ ที่รับบอลก่อนจะซัดด้วยขวาเต็มข้อจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งชนใต้คานเข้าประตูไปอย่างสวยงาม สร้างความดีใจให้กับแฟนบอลหงส์แดงทั้งสนาม สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 2-2
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาทีถูกเพิ่มเข้ามา แต่ลิเวอร์พูลก็ไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้เหมือนเกมกับนิวคาสเซิลในสัปดาห์ก่อน ทำให้สุดท้ายแล้ว อิราโอลา ต้องยอมรับผลเสมอเป็นนัดที่สองติดต่อกัน
สถิติหลังเกมเผยให้เห็นว่า ลิเวอร์พูลครองบอลได้ถึง 70% และมีโอกาสยิง 13 ครั้ง ขณะที่ฟอเรสต์ครองบอล 30% และมีโอกาสยิง 12 ครั้ง แต่โอกาสสร้างสรรค์ประตู (Big Chances) กลับเป็นของฟอเรสต์ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยมีถึง 5 ครั้ง เทียบกับลิเวอร์พูลที่มีเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ค่า Expected Goals (xG) ก็บ่งชี้ว่าฟอเรสต์มีโอกาสทำประตูได้มากกว่าที่ 2.30 เทียบกับ 1.61 ของลิเวอร์พูล
แม้จะจบลงด้วยผลเสมอ แต่ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ก็ยังคงโดดเด่นและได้รับเลือกให้เป็น Man of the Match ไปครอง