belanegara – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย นายปุรบายา ยูดิ ซาเดวา ได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่สองฉบับ ซึ่งจะเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดเก็บภาษีนำเข้าพิเศษสำหรับสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-ญี่ปุ่น (Indonesia-Japan Economic Partnership Agreement หรือ IJEPA) นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง
กฎระเบียบดังกล่าวได้แก่ Peraturan Menteri Keuangan (PMK) เลขที่ 60 ปี 2026 และ PMK เลขที่ 61 ปี 2026 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับปรุงและกำหนดโครงสร้างอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่พิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลง IJEPA ได้เสร็จสิ้นลง การปรับปรุงครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกฎระเบียบเดิมคือ PMK เลขที่ 50 ปี 2022 ไม่ครอบคลุมถึงข้อผูกพันในการขยายการเข้าถึงตลาดที่ได้ตกลงกันไว้ในข้อตกลงฉบับล่าสุด

"ด้วยการประกาศใช้กฎระเบียบประธานาธิบดี เลขที่ 32 ปี 2026 ว่าด้วยการให้สัตยาบันพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงระหว่างสาธารณรัฐอินโดนีเซียและญี่ปุ่นเกี่ยวกับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ… จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำกฎระเบียบเพื่อเป็นพื้นฐานทางกฎหมายในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า" ข้อความในส่วนเหตุผลประกอบของ PMK เลขที่ 60 ปี 2026 ระบุไว้ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
รายละเอียดของอัตราภาษีพิเศษตามประเภทสินค้าและปีที่บังคับใช้ ได้ระบุไว้ในภาคผนวก A ของ PMK เลขที่ 60 ปี 2026 โดยมีสินค้าหลายรายการที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจนเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้นำเข้าและผู้บริโภคบางกลุ่ม
นอกจากรายการอัตราภาษีพิเศษแล้ว PMK เลขที่ 60 ปี 2026 ยังได้กำหนดกลไกโควตาอัตราภาษี (Tariff Rate Quota หรือ TRQ) สำหรับสินค้าบางประเภทที่นำเข้าจากญี่ปุ่น โดยมีขีดจำกัดโควตาสูงสุด 8,500 ตันต่อปี
ตามข้อกำหนดในมาตรา 2 วรรค (2) ของ PMK เลขที่ 60 ปี 2026 กลไก TRQ นี้จะใช้อัตราภาษีในโควตา (in-quota) ที่ 450.00 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม ตราบใดที่ปริมาณการนำเข้ายังคงอยู่ภายใต้หรือเท่ากับขีดจำกัดโควตาประจำปี แต่หากปริมาณการนำเข้าเกินกว่าโควตาที่กำหนด (out-quota) สินค้านำเข้าเหล่านั้นจะต้องเสียภาษีนำเข้าตามอัตราที่บังคับใช้โดยทั่วไป (most favoured nation) ซึ่งเป็นอัตราปกติที่สูงกว่า
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบภาษีนำเข้าครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการปรับปรุงและอำนวยความสะดวกทางการค้ากับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ และคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและการแลกเปลี่ยนสินค้าให้คึกคักยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้