belanegara – "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ทีมชาติเบลเยียม เกือบต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านเร็วกว่าที่คิดในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย หลังจากถูกเซเนกัลนำไปก่อนถึง 2 ประตู แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ พวกเขากลับมาพลิกสถานการณ์ได้อย่างเหลือเชื่อในช่วงเวลาวิกฤต ก่อนจะคว้าชัยชนะสุดระทึก 3-2 หลังจากการต่อเวลาพิเศษ ส่งตัวเองเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จอย่างปาฏิหาริย์ จุดโทษของ ยูริ ตีเลอมันส์ ในนาทีที่ 125 กลายเป็นประตูทองที่ชี้ชะตาเกมนี้ และยังเป็นการต่อยอดสถิติไร้พ่ายของเบลเยียมเป็น 17 นัดติดต่อกัน
การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างสองทีมเริ่มต้นขึ้นด้วยความดุดัน เบลเยียมมีโอกาสจาก เลอันโดร ทรอสซาร์ด แต่เป็นเซเนกัลที่ดูอันตรายกว่าอย่างเห็นได้ชัด อิสมาอิล่า ซาร์ เกือบทำประตูได้ก่อนด้วยการยิงชนเสา ก่อนที่ลูกโหม่งของเขาจากจังหวะเปิดของ ซาดิโอ มาเน่ จะไปชนคาน บอลกระดอนมาเข้าทาง ฮาบิบ ดิอาร์ร่า ซัดเข้าไปไม่เหลือซาก ทำให้เซเนกัลขึ้นนำไปก่อน

ความมั่นใจของลูกทีมภายใต้การคุมทีมของ ปาเป้ เธียว เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซาดิโอ มาเน่ เกือบทำประตูเพิ่มได้จากจังหวะประสานงานอันรวดเร็วกับ ดิอาร์ร่า แต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ยังคงโชว์ซูเปอร์เซฟไว้ได้ เบลเยียมดูเหมือนจะหาจังหวะของตัวเองไม่เจอ โอกาสที่ดีที่สุดก่อนหมดครึ่งแรกมาจาก มักซิม เดอ คุยเปอร์ แต่ลูกยิงนอกกรอบของเขาก็ถูก มอรี่ เดียฟ ผู้รักษาประตูเซเนกัล ปัดทิ้งด้วยมือเดียวได้อย่างยอดเยี่ยม
ครึ่งหลังเริ่มต้นขึ้นด้วยความหวังของเบลเยียมที่จะกลับมาสู่เกม แต่ความหวังนั้นก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 6 นาทีของครึ่งหลัง แนวรับของเบลเยียมก็ก่อความผิดพลาดครั้งใหญ่ มูสซ่า เนียคาเต้ วางบอลยาวอย่างแม่นยำให้ อิสมาอิล่า ซาร์ หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ กูร์กตัวส์ ก่อนจะจบสกอร์อย่างเยือกเย็น ทำให้เซเนกัลนำห่าง 2-0 ประตูนี้ยังเป็นประตูที่ 4 ของซาร์ในฟุตบอลโลก 2026 เทียบเท่าสถิติของ โรเจอร์ มิลล่า ตำนานนักเตะแอฟริกาที่ทำประตูได้มากที่สุดในฟุตบอลโลกหนึ่งสมัย
โค้ชเบลเยียมไม่รอช้า ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแท็กติกและส่งผู้เล่นสำรองลงสนาม โดดี ลูเคบาคิโอ ที่ลงมาใหม่เกือบทำประตูตีไข่แตกได้จากลูกยิงที่เฉียดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย และแล้วประตูที่แฟนบอลเบลเยียมรอคอยก็มาถึงจากฝีเท้าของ โรเมลู ลูกากู อีกหนึ่งตัวสำรองที่ลงมา เขาพุ่งเข้าชาร์จลูกเปิดของ โธมัส มูนิเยร์ ที่เสาแรกอย่างเด็ดขาด จุดประกายความหวังให้ "ปีศาจแดง" อีกครั้ง โมเมนตัมของเกมพลิกกลับมาอยู่ฝั่งเบลเยียมทันที และเป็น ตีเลอมันส์ ที่โผล่เข้ามาโหม่งลูกครอสอันแม่นยำของ เลอันโดร ทรอสซาร์ด แซงหน้า มอรี่ เดียฟ ผู้รักษาประตูเซเนกัล เข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 2-2 เบลเยียมสามารถยื้อเกมไปสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษได้สำเร็จอย่างเหลือเชื่อ
ช่วงต่อเวลาพิเศษดำเนินไปอย่างตึงเครียด ทั้งสองทีมต่างเปิดเกมรุกเข้าใส่กัน เซเนกัลเกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกยิงของ อิบราฮิม เอ็มบาเย่ ที่เฉียดเสาออกไปเพียงนิดเดียว ขณะที่ ลูเคบาคิโอ ของเบลเยียมก็เกือบได้เป็นฮีโร่ เมื่อลูกยิงระยะเผาขนของเขาพุ่งชนคานอย่างจัง แต่แล้วดราม่าที่แท้จริงก็อุบัติขึ้นในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ เมื่อผู้ตัดสิน ซาอิด มาร์ติเนซ ตัดสินใจไปดูภาพจาก VAR และชี้ไปที่จุดโทษ หลังจากพบว่า ลามีน คามาร่า ไปทำฟาวล์ ตีเลอมันส์ ในกรอบเขตโทษอย่างชัดเจน
ตีเลอมันส์ ก้าวเข้ามารับหน้าที่สังหารจุดโทษในนาทีที่ 125 หรือนาทีที่ 5 ของช่วงทดเวลาบาดเจ็บในครึ่งหลังของการต่อเวลาพิเศษ เขาสังหารได้อย่างเยือกเย็น หลอก มอรี่ เดียฟ ผู้รักษาประตูเซเนกัล ไปคนละทาง ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายอย่างเด็ดขาด ยืนยันชัยชนะสุดเหลือเชื่อ 3-2 ให้กับเบลเยียม
ผลการแข่งขันอันน่าตื่นเต้นนี้ส่งให้เบลเยียมทะยานเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยพวกเขาจะกลับไปลงสนามที่ซีแอตเทิลอีกครั้งในอีก 6 วันข้างหน้า เพื่อรอพบผู้ชนะระหว่างสหรัฐอเมริกาและบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในทางกลับกัน เซเนกัลต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ลงอย่างน่าเสียดาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังเป็นการแพ้ตัวแทนจากยุโรปในฟุตบอลโลกเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน และเป็นการดับฝันที่จะสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยการเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเหมือนที่เคยทำได้ในปี 2002
จากการวิเคราะห์ของทีมข่าว belanegara.co เบลเยียมแสดงให้เห็นถึงจิตใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ได้อย่างน่าทึ่ง แม้ฟอร์มการเล่นโดยรวมจะไม่น่าประทับใจนักตลอดเกือบทั้งเกม แต่พวกเขากลับพลิกสถานการณ์ได้เมื่อโมเม