จากสนามหญ้าสู่สมรภูมิการเมือง! มิลอส เคอร์เคซ แบ็กลิเวอร์พูลงานเข้า หลังถูกขึ้นบัญชี "ศัตรูยูเครน" เซ่นปมดราม่าในสนาม
belanegara – กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ลามจากสนามฟุตบอลเข้าสู่เกมการเมืองระหว่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับ มิลอส เคอร์เคซ แบ็กดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ล่าสุดต้องตกเป็นเป้าสายตาหลังมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรูของยูเครน" ซึ่งชนวนเหตุทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากความเดือดในสนามระหว่างเกมเนชันส์ลีก
ย้อนกลับไปในเกมที่ฮังการีปะทะกับยูเครน ณ กรุงบูดาเปสต์ เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา แม้ผลการแข่งขันยูเครนจะเฉือนชนะไปได้ 1-0 แต่สิ่งที่คนจำได้แม่นไม่ใช่แค่สกอร์ แต่คือเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง โดมินิก โซโบสไล กับ วิคเตอร์ ซิกานคอฟ จนกระทั่งเคอร์เคซกระโจนเข้าใส่และคว้าคอเสื้อของซิกานคอฟท่ามกลางความตึงเครียด
ทว่าเรื่องราวกลับบานปลายเมื่อ "เซบาสเตียน" พ่อของเคอร์เคซ ซึ่งมีเชื้อสายเซอร์เบีย ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวลงใน Instagram Story พร้อมประกอบเพลง "Russian Paradise" ของแรปเปอร์ AK-47 การกระทำนี้ถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในยูเครนทันที ส่งผลให้ชื่อของทั้งมิลอสและพ่อของเขาถูกบรรจุลงใน Myrotvorets ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อยูเครน
เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกโซเชียล เมื่อ อานิตา ออร์บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮังการี ต้องออกโรงปกป้องพลเมืองของตน โดยเธอออกมาประณามการสร้างตราบาปและการทำบัญชีดำ (Blacklist) ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเคอร์เคซและนักการเมืองฮังการีรายอื่น พร้อมยืนยันว่ากำลังประสานงานกับทางการยูเครนและสหพันธ์ฟุตบอลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยย้ำว่า "กีฬาควรเป็นเรื่องของสมรรถภาพ ความสามัคคี และการให้เกียรติกัน"
ทางด้านตัวนักเตะเอง มิลอส เคอร์เคซ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความเกลียดชังผ่านสื่อท้องถิ่นอย่าง Telex โดยยืนยันชัดเจนว่า "ผมไม่เคยสนับสนุนความรุนแรงหรือการรุกรานใดๆ ในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามคือการปกป้องกัปตันทีมและเพื่อนร่วมทีมของผม ซึ่งผมจะทำแบบเดียวกันไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นชาติใดก็ตาม"
แม้สถานการณ์จะตึงเครียดจนทำให้เคอร์เคซต้องพลาดการลงสนามในเกมนัดถัดไปเนื่องจากโทษแบน แต่บทเรียนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุโรปปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างความดุเดือดในเกมกีฬาและประเด็นความขัดแย้งระดับโลกนั้นช่างบางเฉียบเหลือเกิน ตามรายงานจาก belanegara.co