belanegara – ความหวังในการลุ้นตั๋วไปฟุตบอลโลก 2026 ของทีมชาติจอร์แดนต้องพังทลายลงอย่างน่าเสียดาย หลังพวกเขาไม่สามารถรักษาสกอร์นำไว้ได้ และพ่ายแพ้ให้กับแอลจีเรียไปอย่างหวุดหวิด 1-2 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก กลุ่ม J ที่สนามซานฟรานซิสโก เบย์ แอเรีย สเตเดียม เมืองซานตาคลารา เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย แม้จะออกนำไปก่อน แต่สุดท้ายพวกเขากลับต้องเป็นฝ่ายแพ้ไปอย่างน่าเจ็บปวด ทำให้โอกาสเข้ารอบต่อไปต้องจบลงทันที
เกมนี้แอลจีเรียลงสนามมาพร้อมกับความกดดัน หลังจากพ่ายแพ้ในนัดเปิดสนาม แต่กลับเป็นจอร์แดนที่สร้างเซอร์ไพรส์ได้ก่อน พวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในครึ่งแรก แม้จะครองบอลได้ไม่มากนัก แต่ก็ใช้โอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้แอลจีเรียต้องเจอกับความอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด และในนาทีที่ 36 นิซาร์ อัล ราชดาน ก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูที่ 5 ในนามทีมชาติ พาจอร์แดนขึ้นนำไปก่อน 1-0 อย่างพลิกความคาดหมาย

แอลจีเรียเองก็มีโอกาสตอบโต้หลายครั้ง โดยเฉพาะจาก ริยาด มาห์เรซ ที่ได้โอกาสทองแต่กลับยิงทิ้งยิงขว้างไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้สกอร์ 1-0 ของจอร์แดนยังคงอยู่จนกระทั่งจบครึ่งแรก
แต่สถานการณ์ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง แอลจีเรียเร่งเครื่องบุกอย่างหนัก เพิ่มความเข้มข้นในการโจมตี และกดดันแนวรับของจอร์แดนอย่างต่อเนื่อง การลงสนามของ นาดีร์ เบนบูอาลี ตัวสำรอง ทำให้เกมรุกของแอลจีเรียมีมิติมากขึ้น ขณะที่ ริยาด มาห์เรซ แม้จะยังไม่สามารถทำประตูได้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและคุณภาพของนักเตะระดับโลกที่สามารถกำหนดทิศทางของเกมได้
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในนาทีที่ 69 เมื่อ ริยาด มาห์เรซ เปิดลูกเตะมุมได้อย่างแม่นยำ และเป็น นาดีร์ เบนบูอาลี ตัวสำรองที่โหม่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย ผู้รักษาประตูของจอร์แดน ยาซีด อาบูไลลา พยายามป้องกันแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 1-1 และโมเมนตัมของเกมก็เปลี่ยนมาอยู่ฝั่งแอลจีเรียอย่างสมบูรณ์
ความพยายามของแอลจีเรียออกดอกออกผลอีกครั้งในนาทีที่ 82 จากจังหวะลูกตั้งเตะที่แนวรับจอร์แดนสกัดไม่ขาด อามีน กูอีรี ก็ปรี่เข้าซ้ำจ่อๆ ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายไปอย่างเด็ดขาด แม้จะมีจังหวะที่ต้องตรวจสอบ VAR เพื่อเช็กว่ามีการล้ำหน้าหรือไม่ แต่หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ผู้ตัดสินก็ยืนยันให้เป็นประตู ทำให้แอลจีเรียพลิกขึ้นนำ 2-1 ได้สำเร็จอย่างเหลือเชื่อ
จอร์แดนพยายามอย่างหนักในช่วงเวลาที่เหลือ รวมถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 7 นาที เพื่อหวังทวงประตูคืน แต่ความพยายามของพวกเขาก็ไม่เป็นผล จบเกมแอลจีเรียเอาชนะไปได้ 2-1 ทำให้จอร์แดนต้องพบกับความพ่ายแพ้และตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย พร้อมกับสถิติไม่ชนะใคร 7 นัดติดต่อกัน
นอกเหนือจากบทบาทสำคัญในการพลิกสถานการณ์ของทีม ริยาด มาห์เรซ ยังสร้างประวัติศาสตร์ส่วนตัวด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุด (35 ปี 121 วัน) ที่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับแอลจีเรียในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งน่าสนใจว่านี่เป็นเพียงการลงสนามเป็นตัวจริงครั้งที่สองของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้ หลังจากเคยลงสนามเป็นตัวจริงในเกมพบเบลเยียมเมื่อปี 2014 นอกจากนี้ มาห์เรซยังเป็นผู้นำสถิติในเกมนี้ด้วยการสร้างโอกาสทำประตู 3 ครั้ง และเปิดบอลจากริมเส้น 7 ครั้ง
ชัยชนะครั้งนี้ยังเป็นการทำลายสถิติที่ไม่ดีของแอลจีเรียที่ยาวนานถึง 10 นัดในฟุตบอลโลก เมื่อพวกเขาถูกนำไปก่อนแล้วไม่เคยพลิกกลับมาชนะได้เลย แต่ตอนนี้สถิติดังกล่าวได้ถูกทำลายลงแล้วอย่างเป็นทางการ ยิ่งไปกว่านั้น ประตูชัยของ กูอีรี ในนาทีที่ 82 ยังถูกบันทึกว่าเป็นประตูชัยที่มาในช่วงเวลาที่ช้าที่สุดเท่าที่แอลจีเรียเคยทำได้ในเวลาปกติของการแข่งขันฟุตบอลโลก
ส่วนจอร์แดน แม้จะผิดหวังกับการตกรอบ แต่ก็มีสถิติเชิงบวกเล็กน้อยให้จดจำ พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่สามารถทำประตูได้ในสองนัดแรกของฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ไอวอรีโคสต์เคยทำไว้เมื่อปี 2006