ข้อตกลงดังกล่าวได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากซิลิคอนวัลเลย์เหล่านี้จะไม่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบด้านภาษีที่มีลักษณะเลือกปฏิบัติในตลาดอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะในเชิงกฎหมายหรือการปฏิบัติจริง โดยเอกสารทางการของข้อตกลง ART ในมาตรา 3.1 ส่วนที่ 3 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "อินโดนีเซียจะต้องไม่บังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัล หรือภาษีอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ"
การตัดสินใจของอินโดนีเซียครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางท่าทีแข็งกร้าวของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคัดค้านการเก็บภาษีดิจิทัลจากบริษัทสัญชาติอเมริกันมาอย่างยาวนาน โดยทรัมป์มองว่ากฎระเบียบ DST ที่หลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปนำมาใช้นั้น ถูกออกแบบมาโดยเจตนาเพื่อบีบให้บริษัทสหรัฐฯ ตกอยู่ในมุมอับ และเอื้อประโยชน์ให้กับคู่แข่งจากประเทศจีน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ทรัมป์เคยส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงถึงประเทศต่างๆ ที่ยังคงยืนกรานที่จะบังคับใช้ภาษีดิจิทัล ผ่านการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียของเขาว่า "ด้วยเหตุนี้ ผมขอประกาศต่อทุกประเทศที่มีภาษีดิจิทัล กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับว่า หากไม่มีการยกเลิกมาตรการเลือกปฏิบัติเหล่านี้ ผมในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญต่อสินค้าส่งออกของประเทศนั้นๆ มายังสหรัฐฯ รวมถึงจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีและชิปคุณภาพสูงของเรา" ข้อความดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568
การเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียครั้งนี้จึงสะท้อนถึงพลวัตทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ และมหาอำนาจต่างพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเต็มที่
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้อ้างอิงจากบทความใน belanegara.co ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14:58 น. WIB