belanegara – สมาคมนายจ้างอินโดนีเซีย (APINDO) ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยถึงภาวะตลาดแรงงานของประเทศที่กำลังเผชิญกับ "ไฟเหลือง" อันน่าเป็นห่วง โดยนายบ็อบ อาซาม หัวหน้าฝ่ายแรงงานของ APINDO เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในแต่ละปีมีผู้หางานมากถึง 1.5 ล้านคนที่ไม่สามารถถูกดูดซับเข้าสู่ระบบตลาดแรงงานได้ สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวของประเทศ
นายอาซามอธิบายเพิ่มเติมในระหว่างการประชุมคณะทำงานร่างกฎหมายแรงงานกับคณะกรรมาธิการ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันอังคารที่ 14 เมษายน 2569 ว่า "ปัจจุบันสถานการณ์แรงงานของเราอยู่ในภาวะไฟเหลือง เพราะทุกปีมีผู้หางานหน้าใหม่กว่า 3.5 ล้านคนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน" แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5% นั้น คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างตำแหน่งงานใหม่ได้เพียงประมาณ 2 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ทำให้ส่วนที่เหลืออีก 1.5 ล้านคนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและไร้ซึ่งโอกาสในการทำงาน

"ทุกๆ 1% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของเรา สามารถรองรับแรงงานได้ประมาณ 200,000 ถึง 400,000 คน" นายอาซามกล่าวเสริม "หากเป็นการลงทุนที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้น ก็อาจดูดซับได้ถึง 400,000 คน แต่ถ้าเป็นการลงทุนที่เน้นใช้เงินทุนสูง อาจรองรับได้เพียง 200,000 คนเท่านั้น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของประเภทการลงทุนที่มีต่อการจ้างงาน
ยิ่งไปกว่านั้น นายอาซามยังชี้ให้เห็นว่า ตัวเลข 1.5 ล้านคนที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ในแต่ละปีนั้น อาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากการลงทุนตลอดทั้งปีเป็นแบบผสมผสานระหว่างภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้นและภาคส่วนที่ใช้เงินทุนสูง เนื่องจากภาคส่วนที่ใช้เงินทุนสูงย่อมมีการดูดซับแรงงานน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด "ดังนั้น หากเศรษฐกิจของเราเติบโต 5% และเป็นการลงทุนที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้น เราอาจรองรับได้ 2 ล้านตำแหน่ง แต่ถ้าเป็นการลงทุนแบบผสมผสาน หรือเน้นใช้เงินทุนสูง คนที่ยังไม่ถูกดูดซับก็จะยิ่งมีจำนวนมากขึ้น" เขากล่าวเตือน
สถานการณ์เช่นนี้ นายบ็อบ อาซามคาดการณ์ว่า จะผลักดันให้ผู้หางานจำนวนมากต้องเบนเข็มจากภาคส่วนที่เป็นทางการไปสู่ภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งหมายความว่า ในอนาคตข้างหน้า ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากอาจต้องทำงานในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการมากขึ้น และผลที่ตามมาคือ การมีส่วนร่วมในการชำระภาษีของพวกเขาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพนักงานในภาคส่วนที่เป็นทางการ ข้อมูลจาก belanegara.co ระบุว่านี่คือความท้าทายสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ.
