belanegara – แม้ระบบรักษาความปลอดภัยดิจิทัลจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อาชญากรไซเบอร์กลับเปลี่ยนเป้าหมายจากการเจาะระบบเทคโนโลยี มาเป็นการโจมตี ‘มนุษย์’ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้กลอุบายหลากหลายรูปแบบ ทั้งวิศวกรรมสังคม (social engineering), ฟิชชิ่ง (phishing) ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างดีปเฟค (deepfake) และการโคลนเสียง (voice cloning) เพื่อเข้าถึงสินทรัพย์และข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน
รายงานจาก NordStellar เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า การพูดคุยเกี่ยวกับบริการ Deepfake-as-a-Service (DFaaS) ในฟอรัมดาร์กเว็บ เพิ่มขึ้นถึง 39% ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีดีปเฟคกำลังเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และถูกนำไปใช้โดยอาชญากรไซเบอร์เพื่อก่ออาชญากรรมการฉ้อโกงที่อิงจากตัวตนปลอม (identity-based fraud) ในรูปแบบต่างๆ
ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI โคลนเสียง (voice cloning) ก็พัฒนาไปจนถึงขั้นที่สามารถสร้างเสียงเลียนแบบเจ้าของจริงได้อย่างแนบเนียน เพียงแค่ใช้ตัวอย่างเสียงสั้นๆ ประมาณ 10 วินาทีเท่านั้น ทำให้กลโกงดิจิทัลรูปแบบต่างๆ ยากที่จะถูกจับได้ แม้แต่คนใกล้ชิดที่อาจตกเป็นเหยื่อของการโคลนเสียงก็ยังแยกแยะได้ยาก
คุณเลดี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยข้อมูล (CISO) ของ Indodax อธิบายว่า การพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของภัยคุกคามในระบบนิเวศของสินทรัพย์คริปโตอย่างสิ้นเชิง หากในอดีตอาชญากรพยายามใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของระบบเป็นหลัก ปัจจุบันเหตุการณ์ส่วนใหญ่กลับเกิดขึ้นจากการที่ผู้ร้ายมุ่งเป้าไปที่ ‘จิตวิทยาของผู้ใช้งาน’ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อบิดเบือนการตัดสินใจของบุคคล
“หลายคนยังคงเชื่อว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดมาจากการแฮกระบบของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน” คุณเลดี้กล่าวที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 “แต่ในความเป็นจริง จากหลายกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ร้ายกลับเข้าถึงข้อมูลได้ เพราะเหยื่อมอบข้อมูลสำคัญให้โดยไม่รู้ตัว หรือคลิกลิงก์อันตรายที่ดูเหมือนบริการทางการโดยไม่ทันระวังตัว”