belanegara – เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา เซนายัน กรุงจาการ์ตา นายบูดี ซันโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย (ด้านขวา) พร้อมด้วยนางดียะห์ โรโร เอสติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ด้านซ้าย) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการ VI ของสภาผู้แทนราษฎร (DPR) เพื่อตอบข้อซักถามจากสมาชิกพรรคการเมือง และหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาให้สัตยาบันข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement – CEPA) ระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับรัฐบาลเปรู ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการเปิดมิติใหม่ทางการค้าและการลงทุนของประเทศ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความมมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการขยายฐานเศรษฐกิจและแสวงหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ ในเวทีโลก ข้อตกลง CEPA กับเปรูไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดกำแพงภาษี แต่ยังครอบคลุมมิติที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการค้าสินค้า บริการ การลงทุน การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ การบรรลุข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการของอินโดนีเซียในตลาดละตินอเมริกา และในทางกลับกัน ก็จะเปิดโอกาสให้สินค้าจากเปรูเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น

นายบูดี ซันโตโซ ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในความร่วมมือครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพิงตลาดเดิม และสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในระยะยาว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางดียะห์ โรโร เอสติ ยังได้เสริมว่า ข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม
กระบวนการพิจารณาในคณะกรรมาธิการ VI ของสภาผู้แทนราษฎรมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลง CEPA นี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ สมาชิกสภาฯ ได้แสดงความสนใจและซักถามในหลายประเด็น ทั้งเรื่องผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ มาตรการปกป้องผู้บริโภค และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสองได้ให้คำตอบและชี้แจงอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อแผนการดังกล่าว
การผลักดันข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมกับเปรูนี้ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของอินโดนีเซียในการเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจโลก และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทูตเชิงเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน การให้สัตยาบัน CEPA กับเปรูจะเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุน แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระยะยาว ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดและเจาะลึกประเด็นเศรษฐกิจได้ที่ belanegara.co เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญนี้