belanegara – รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังพิจารณาแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์อันสำคัญยิ่ง นั่นคือการแยกกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรณีออกจากกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานที่ซับซ้อนในศตวรรษที่ 21 การปรับโครงสร้างครั้งนี้เชื่อว่าจะช่วยให้การกำหนดนโยบายมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมสร้างความรับผิดชอบ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงบริหารจัดการทรัพยากรแร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
ที่ผ่านมา นโยบายการแยกกระทรวงในอินโดนีเซียหลายครั้งได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิผลในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบราชการ อาทิ การแยกกระทรวงยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนออกจากกัน การจัดตั้งกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและการราชทัณฑ์ภายใต้การประสานงานของกระทรวงผู้ประสานงาน การแบ่งกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม วิจัยและเทคโนโลยีออกเป็นสามกระทรวง รวมถึงการแยกกระทรวงศาสนาและกระทรวงกิจการฮัจญ์ ความสำเร็จเหล่านี้เป็นข้อพิจารณาสำคัญที่บ่งชี้ว่า การแยกกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มบทบาทของแต่ละภาคส่วนให้สูงสุดในการรับมือกับพลวัตด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซีย

นายโซฟยาโน ซาคาเรีย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณะ ได้ให้ความเห็นว่า การรวมภาคพลังงานและการทำเหมืองเข้าด้วยกันในอดีตมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากพลังงานมีความหมายเหมือนกันกับถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ แต่กระบวนทัศน์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
"พลังงานในปัจจุบันไม่ใช่แค่ผลผลิตจากการสกัดทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การลดคาร์บอน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ" นายโซฟยาโนกล่าวเสริม "พลังงานเป็นประเด็นความมั่นคงของชาติ และยังเป็นบริการสาธารณะเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง"
ในขณะที่ภาคแร่มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่ธรรมาภิบาลการทำเหมือง การเพิ่มมูลค่า (hilirisasi) การกำกับดูแลใบอนุญาต การฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง รวมถึงการแก้ไขความขัดแย้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ความท้าทายในภาคส่วนนี้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัดและมีความเสี่ยงสูง รายงานจาก belanegara.co ระบุว่า การแยกกระทรวงจะช่วยให้แต่ละภาคส่วนสามารถมุ่งเน้นภารกิจหลักได้อย่างเต็มที่ นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในระยะยาว