belanegara – นายลูฮุท บินซาร์ ปันด์ไจตัน ประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (DEN) ของอินโดนีเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายสวัสดิการสังคม โดยระบุว่าในอนาคต การช่วยเหลือจากภาครัฐจะไม่ใช่ในรูปแบบสิ่งของอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นการโอนเงินสดโดยตรงให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.4 ล้านรูเปียห์ต่อคน
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมอร์เดกา กรุงจาการ์ตา โดยนายลูฮุทเน้นย้ำว่า "เงินอุดหนุนจะไม่ผูกติดกับสินค้าอีกต่อไป แต่จะส่งตรงถึงผู้รับ" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเร่งรัดการปฏิรูปดิจิทัลของประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาลจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการให้ความช่วยเหลือแบบสิ่งของไปสู่การโอนเงินสดโดยตรงนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โครงการสวัสดิการสังคมเท่านั้น แต่ระบบข้อมูลเดียวที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้ ยังถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (UMKM) อีกด้วย รัฐบาลเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยี AI จะสามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโปรไฟล์ของผู้ประกอบการได้อย่างครอบคลุม ทำให้สามารถกำหนดนโยบายด้านการเงินและการให้คำปรึกษาได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
นายลูฮุทกล่าวเสริมว่า "ด้วยการจัดกลุ่มข้อมูลผ่าน AI เราจะสามารถผลักดัน UMKM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการให้คะแนนที่ดีแก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากข้อมูลพื้นฐานของพวกเขาจะถูกตรวจสอบและติดตามได้อย่างชัดเจนผ่านเทคโนโลยี" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ในอนาคตอันใกล้ อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรคาดการณ์ว่าจะเข้าใกล้ 300 ล้านคน มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำระดับโลกที่นำระบบการปกครองดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบและบูรณาการ การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณะ และสร้างความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของรัฐบาล