belanegara – ข่าวล่าสุดที่กำลังเป็นที่จับตาในแวดวงเศรษฐกิจและราชการของอินโดนีเซีย คือข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานรัฐบาลตามสัญญาจ้างแบบไม่เต็มเวลา (PPPK Paruh Waktu) ประจำปี 2026 ซึ่งกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของอัตราเงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดทั่วประเทศ นโยบายนี้สะท้อนถึงความพยายามในการปรับปรุงระบบบุคลากรภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
พนักงาน PPPK แบบไม่เต็มเวลา หรือที่รู้จักกันในชื่อ PPPK Paruh Waktu คือบุคลากรภาครัฐประเภทหนึ่งที่ได้รับการแต่งตั้งภายใต้สัญญาจ้าง โดยมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นและไม่เต็มเวลาเท่ากับพนักงานประจำทั่วไป การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการด้านกำลังคนของภาครัฐในขณะที่ยังคงความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับสถานะของบุคลากรที่เคยเป็นพนักงานชั่วคราวให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

สำหรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงาน PPPK แบบไม่เต็มเวลาในปี 2026 นี้ อ้างอิงตามประกาศกระทรวงการปฏิรูปการบริหารและระบบราชการแห่งชาติ (MenPANRB) ฉบับที่ 16 ปี 2025 โดยเฉพาะในมาตราที่ 19 ถึง 21 ซึ่งได้ระบุหลักเกณฑ์สำคัญไว้ดังนี้:
- อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับจะต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างที่เคยได้รับในฐานะพนักงานที่ไม่ได้เป็นข้าราชการประจำ (non-ASN) หรือไม่น้อยกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำระดับจังหวัด (Upah Minimum Provinsi – UMP) ของแต่ละพื้นที่
- แหล่งเงินทุนสำหรับการจ่ายค่าจ้างจะมาจากงบประมาณรายจ่ายอื่นที่ไม่ใช่รายจ่ายบุคลากร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจนและเป็นระบบ
เมื่อพิจารณาจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำระดับจังหวัด (UMP/UMK) ของแต่ละพื้นที่แล้ว พบว่ากรุงจาการ์ตา (DKI Jakarta) จะเป็นภูมิภาคที่มีช่วงเงินเดือน PPPK แบบไม่เต็มเวลาสูงสุด โดยมี UMP ปี 2026 กำหนดไว้ที่ 5,729,876 รูเปียห์ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 5,396,760 รูเปียห์ ซึ่งสะท้อนถึงค่าครองชีพที่สูงกว่าในเมืองหลวง และทำให้บุคลากรในพื้นที่นี้ได้รับค่าตอบแทนที่สูงที่สุด
ในทางกลับกัน จังหวัดชวาตะวันตก (Jawa Barat) จะมีอัตรา UMP ปี 2026 อยู่ที่ 2,317,601 รูเปียห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดในประเทศ ทำให้พนักงาน PPPK ในภูมิภาคนี้จะได้รับเงินเดือนในระดับที่ต่ำกว่า โดยเป็นไปตามโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด
แผนการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับพนักงาน PPPK แบบไม่เต็มเวลาในปี 2026 นี้ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงในสถานะและสิทธิประโยชน์ให้กับบุคลากรที่เคยเป็นพนักงาน non-ASN โดยจะได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่เหมาะสม รวมถึงการคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ นโยบายนี้คาดหวังว่าจะเป็นทางออกในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการจ้างงานภาครัฐที่เป็นทางการและมีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บุคลากรทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว.