belanegara – การประชุมสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council – ABAC) ประจำปี 2569 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย โดยกรุงจาการ์ตาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ABAC ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมนักธุรกิจชั้นนำจากทั่วภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อหารือและวางรากฐานสำหรับอนาคตเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิก
คุณชินทา คัมดานี รองประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรม หอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) ได้เปิดเผยว่า ABAC คือสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของ APEC ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาคเอกชนของแต่ละเขตเศรษฐกิจสมาชิก ทั้งหมด 21 ประเทศ โดยแต่ละประเทศจะส่งตัวแทนนักธุรกิจ 3 ท่านเข้าร่วม วัตถุประสงค์หลักคือการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างประเทศ

คุณชินทาเน้นย้ำว่า การประชุม ABAC ปี 2569 นี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากได้ชูประเด็นหลักคือ "การเปิดกว้าง การเชื่อมโยง และการผนึกกำลัง" (Openness, Connectivity, and Synergy) ซึ่งเป็นหัวข้อที่สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนของโลกในปัจจุบัน ในการส่งเสริมการเปิดกว้างระหว่างเขตเศรษฐกิจ การเสริมสร้างความเชื่อมโยง และการสร้างความร่วมมืออย่างมีพลังข้ามพรมแดน
“ปีนี้มีความพิเศษมาก ดังนั้นหัวข้อที่เราหยิบยกขึ้นมาจึงเป็นเรื่องของการเปิดกว้าง การเชื่อมโยง และการผนึกกำลัง” คุณชินทากล่าวในการแถลงข่าวที่อาคาร Kadin Tower กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 “นี่อาจเป็นประเด็นระดับโลกที่ยังคงมีความเกี่ยวข้องอยู่เสมอในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเปิดกว้าง”
ในการประชุม ABAC 2569 จะมีการหารือประเด็นยุทธศาสตร์ที่หลากหลายผ่านคณะทำงานหลายชุด โดยคณะทำงานชุดแรกคือ "การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค" (Regional Economic Integration) ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเปิด การขยายการเข้าถึงตลาด และการสร้างโอกาสใหม่ๆ นอกจากนี้ คณะทำงานชุดนี้ยังจะพิจารณาถึงอนาคตของการค้า รวมถึงบทบาทของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
คณะทำงานชุดที่สองคือ "ความยั่งยืน" (Sustainability) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในปีนี้ ประเด็นที่ครอบคลุมได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและเทคโนโลยีเกษตร (agritech) การดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม (inclusive healthcare) การทำเหมืองอย่างยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (just energy transition)
ขณะที่คณะทำงานชุดที่สามคือ "ดิจิทัลและนวัตกรรม" (Digital and Innovation) จะให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลกระทบของ AI ต่ออนาคตของการทำงาน (future of work) ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการแลกเปลี่ยนความรู้ในสาขาเทคโนโลยีดิจิทัล การประชุมครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ belanegara.co จะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้อ่านต่อไป