belanegara – การพลิกโฉมหมู่บ้านสู่ยุคดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับบริการสาธารณะอีกต่อไป แต่คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันคือเครื่องมืออันทรงพลังในการทำความเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน การระบุศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการกำหนดมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายบุดิมาน สุดจัตมิโก หัวหน้าสำนักงานเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความยากจน (BP Taskin) เน้นย้ำว่า แนวทางดังกล่าวต้องเชื่อมโยงกับโครงการสำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘โครงการอาหารกลางวันบำรุงสุขภาพฟรี’ (MBG) ซึ่งไม่ใช่แค่การเติมเต็มสารอาหารให้แก่ประชาชน แต่ยังต้องเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้วยการส่งเสริมการจัดหาวัตถุดิบอาหารจากภายในชุมชนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“โครงการ MBG ต้องถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจของหมู่บ้านอย่างแท้จริง” นายบุดิมานกล่าวที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันศุกร์ (21/8/2026) “กลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับประโยชน์ แต่ต้องได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด”
สินค้าเกษตรและอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข่ ข้าว ผักสด ปลา หรือวัตถุดิบอื่นๆ สามารถผลิตได้โดยชาวบ้านในท้องถิ่น และส่งผ่าน ‘สหกรณ์หมู่บ้าน/ตำบล เมราห์ ปูติห์’ (Kopdes Merah Putih) ด้วยแนวทางนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐผ่านโครงการ MBG จะไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการด้านโภชนาการ แต่ยังสร้างตลาดรองรับผลผลิตของชุมชน และเร่งการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน
และนี่คือจุดที่ ‘การแปลงเป็นดิจิทัล’ เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงทุกกระบวนการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ข้อมูลประชากร ศักยภาพการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปิดประตูสู่ตลาดภายนอก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์และเอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามรายงานจาก belanegara.co