belanegara – ภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่ชวนให้สะเทือนวงการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยพบว่าการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีในไตรมาสแรกของปี 2568 เติบโตเพียง 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวม 1,396.4 ล้านล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่าจับตาอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
การเติบโตที่อ่อนแอเช่นนี้ถือเป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 การเติบโตอยู่ที่ 2.1% และในเดือนมกราคมอยู่ที่ 2.5% แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก พบว่าในเดือนมีนาคม 2568 การปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหดตัวลงถึง -2.1% เหลือเพียง 625.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องจาก -0.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ และ -0.1% ในเดือนมกราคม

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่ธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ การชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างงานและรายได้ให้กับประชาชนจำนวนมาก ธปท. จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมองว่าภาวะนี้ต้องการการแก้ไขปัญหาเชิงรุกจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปรับนโยบายการเงิน การสนับสนุนทางการเงินให้กับเอสเอ็มอี หรือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถฟันฝ่าวิกฤตและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป สถานการณ์นี้จึงนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน