belanegara – วงการฟุตบอลอินโดนีเซียต้องเผชิญกับข่าวช็อกอีกครั้ง เมื่อสมาพันธ์ฟุตบอลอินโดนีเซีย (PSSI) ได้ประกาศยุติบทบาทของ อินดรา ชยาฟรี หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอินโดนีเซีย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี อย่างเป็นทางการ หลังผลงานอันน่าผิดหวังในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทย การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อแผนการทำทีมในอนาคต แต่ยังสะท้อนถึงการประเมินมูลค่าการลงทุนในตัวโค้ชและผลตอบแทนที่องค์กรคาดหวัง ซึ่งในกรณีนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
นายสุมาดจิ ประธานคณะกรรมการทีมชาติ (BTN) ได้ออกมายืนยันข่าวการปลดโค้ชอินดรา ชยาฟรี ด้วยตนเอง โดยระบุว่าเส้นทางของ "การูด้า มูดา" (ฉายาของทีมชาติอินโดนีเซีย) ต้องสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาจบลงด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม C ด้วยคะแนนเพียง 3 แต้ม และต้องพ่ายแพ้ในการแข่งขันกับมาเลเซียในการแย่งชิงตำแหน่งรองแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุด เนื่องจากมีประตูได้เสียที่ด้อยกว่า

จากความล้มเหลวดังกล่าว นายสุมาดจิได้อธิบายว่า PSSI ได้ทำการประเมินผลงานของทีมอย่างละเอียดและรอบด้าน เขายอมรับว่ารู้สึกเสียใจอย่างมากกับผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าทีม "การูด้า มูดา" ได้ผ่านการเตรียมความพร้อมมาอย่างเข้มข้นและยาวนาน ก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศไทย
"สำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ตั้งแต่การเตรียมทีมและการดำเนินการ เราจาก BTN ได้เตรียมการอย่างดีที่สุด การเตรียมทีมของเราเริ่มต้นตั้งแต่การเก็บตัวฝึกซ้อม (TC) การแข่งขันอุ่นเครื่อง และการเก็บตัวฝึกซ้อมต่อเนื่องที่เชียงใหม่" นายสุมาดจิกล่าว
เขากล่าวเสริมว่า "สำหรับการดำเนินการ เราทราบดีว่าผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ ไม่ดีเลย เราไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้ เราแพ้ฟิลิปปินส์ 0-1 และนัดที่สองชนะเมียนมา 3-1 แต่ก็ยังไม่ผ่านเข้ารอบ"
แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าเหนื่อยที่ อินดรา ชยาฟรี ได้รับอย่างเป็นทางการ แต่โดยทั่วไปแล้ว ตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะมีค่าตอบแทนอยู่ในช่วงหลักร้อยล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือเทียบเท่าหลายแสนบาทไทย ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สูงจาก PSSI เพื่อหวังผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การปลดโค้ชครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นความล้มเหลวทางด้านกีฬา แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณและการคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนในบุคลากรระดับสูงของวงการฟุตบอลอินโดนีเซียอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้ PSSI ต้องเร่งหาผู้เข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อเตรียมทีมสำหรับภารกิจต่อไป และหวังว่าจะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับมาแข็งแกร่งได้ในอนาคต ตามรายงานจาก belanegara.co