Penulis: Annas

Annas

เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในระดับภูมิภาค ตั้งแต่การวางผังพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงพลวัตทางสังคมและการเมืองใน Cianjur และบริเวณโดยรอบ งานเขียนของเขาถือเป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับผู้อ่านในท้องถิ่น

belanegara – กระทรวงการคลังยืนยันแล้ว! งบประมาณโครงการอาหารกลางวันฟรี (MBG) ได้รับการเพิ่มขึ้นอีก 50 ล้านล้านรูปี ตามที่ ดาดัน ฮินดาญาณะ หัวหน้าสำนักงานอาหารและโภชนาการแห่งชาติ (BGN) เปิดเผย โดยระบุว่า นโยบายนี้ได้รับการรับรองจากกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการ นับเป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างมาก ดาดัน อธิบายเพิ่มเติมว่า เดิมทีนั้น งบประมาณที่เสนอขอเพิ่มนั้นสูงถึง 100 ล้านล้านรูปี แต่หลังจากที่ BGN ได้ทำการจำลองสถานการณ์และวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว พบว่า งบประมาณที่จำเป็นจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านล้านรูปี ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินโครงการให้บรรลุเป้าหมาย Gambar Istimewa : img.okezone.com “ใช่แล้วครับ นี่เป็นนโยบายของประธานาธิบดี และท่านประธานาธิบดีได้หารือและปรึกษาหารือกับกระทรวงการคลังแล้ว และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ” ดาดันกล่าว ขณะให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา จาการ์ตา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเพิ่มงบประมาณดังกล่าว จะต้องมีการหารือกับประธานาธิบดีประโบโว และผ่านกระบวนการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการ IX ก่อนที่จะมีการนำไปใช้จริง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ แต่การันตีจากกระทรวงการคลังถือเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลสุขภาพและโภชนาการของประชาชน การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอาหารกลางวันฟรี และจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่สดใสของอินโดนีเซีย นับเป็นนโยบายที่สร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี

Read More

belanegara – กรณีที่สร้างความฮือฮาในแวดวงเศรษฐกิจไทย เมื่อหัวหน้าหน่วยงานสำคัญอย่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและโภชนาการแห่งชาติ (BGN) ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ระดับบริหารที่ยังไม่ได้รับเงินเดือนมาจนถึงปัจจุบัน สร้างความกังวลและคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารงานของภาครัฐ ดร. ดาดัน ฮินดาจานา หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและโภชนาการแห่งชาติ (BGN) ได้ให้สัมภาษณ์กับ belanegara.co เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม 2568) โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ BGN ยังไม่ได้รับเงินเดือน เนื่องจากอยู่ระหว่างรอการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ฎ.) เพื่อเป็นกรอบกฎหมายในการจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ Gambar Istimewa : img.okezone.com "เจ้าหน้าที่ระดับบริหารต้องรอ พ.ร.ฎ. ก่อนครับ ขณะนี้ พ.ร.ฎ. ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เราจึงต้องรอให้ พ.ร.ฎ. เสร็จสิ้นก่อน" ดร. ดาดัน กล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อ พ.ร.ฎ. ออกมาแล้ว เงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ จะได้รับการจ่ายย้อนหลัง ดร. ดาดัน อธิบายเพิ่มเติมว่า พ.ร.ฎ. ฉบับนี้จะมีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับเงินเดือนและค่าตอบแทนสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ BGN รวมถึงค่าตอบแทนสำหรับผลงาน "เรื่องค่าตอบแทนและค่าตอบแทนสำหรับผลงาน จะต้องมีการกำหนดใน พ.ร.ฎ. ผมได้ลงนามอนุมัติไปแล้ว" ดร. ดาดัน กล่าว เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ตัวท่านเองยังไม่ได้รับเงินเดือน ดร. ดาดันไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากเงินเดือนจะได้รับการจ่ายย้อนหลัง "ไม่เป็นไรครับ เงินเดือนจะจ่ายย้อนหลัง" ท่านกล่าว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าในการออกกฎหมายและการบริหารงานของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และอาจสร้างความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับบุคลากรของหน่วยงาน จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้กับประชาชนต่อไป

Read More

belanegara – ปีการศึกษาใหม่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองหลายคน เนื่องจากต้องเตรียมค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ แต่ข่าวดีก็คือ เงินเดือนที่ 13 สำหรับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทหาร ตำรวจ และผู้เกษียณอายุราชการ กำลังจะมาถึงแล้ว! หลายคนคงตั้งคำถามว่า เงินเดือนที่ 13 ในปี 2568 นี้ จะจ่ายเมื่อไหร่? คำตอบคือ รัฐบาลได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า เงินเดือนที่ 13 จะจ่ายในเดือนมิถุนายน 2568 โดยการประกาศนี้มาจากปากของประธานาธิบดีประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล Gambar Istimewa : img.okezone.com การจ่ายเงินเดือนที่ 13 นี้ ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของข้าราชการและผู้เกษียณอายุราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปิดเทอม โดยปกติแล้ว การจ่ายเงินเดือนที่ 13 จะอยู่ในช่วงกลางปี หลังจากการจ่ายเงินเดือนที่ 14 หรือโบนัสประจำปีเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีประยุทธ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจ่ายเงินเดือนที่ 13 ในช่วงเวลานี้ เพื่อช่วยเหลือข้าราชการและผู้เกษียณให้สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเปิดเทอม "เงินเดือนที่ 13 จะจ่ายในเดือนมิถุนายน ตรงกับช่วงเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่" ประธานาธิบดีกล่าว ตามรายงานจากเว็บไซต์กระทรวงการคลัง เมื่อวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม 2568 ข่าวดีนี้ คงสร้างความโล่งใจให้กับข้าราชการและผู้เกษียณอายุราชการได้เป็นอย่างดี เตรียมตัวรับมือกับค่าใช้จ่ายเปิดเทอมได้อย่างสบายใจขึ้น และอย่าลืมติดตามข่าวสารจาก belanegara.co เพื่อรับข้อมูลข่าวสารเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมาย

Read More

belanegara – เหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นทั้งในเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และในประเทศสเปนและโปรตุเกส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของระบบไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน แต่ที่น่าสนใจคือ ระบบป้องกันไฟฟ้าของอินโดนีเซียกลับได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า เนื่องจากการดับไฟฟ้าไม่ได้ลุกลามไปทั่วประเทศเหมือนที่เกิดขึ้นในยุโรป โซฟยาโน ซาคาริยา นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน กล่าวว่า แม้ว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในอินโดนีเซียจะเกิดจากปัญหาสายส่งใต้น้ำจากเกาะชวาไปยังเกาะบาหลี แต่ระบบป้องกันของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (PLN) ก็สามารถป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Gambar Istimewa : img.okezone.com "ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาการส่งไฟฟ้าจากสายส่งใต้น้ำระหว่างเกาะชวาและบาหลี แต่ระบบป้องกันก็ทำงานได้ดี ทำให้การดับไฟฟ้าไม่ลุกลามไปถึงเกาะชวา" โซฟยาโนกล่าวที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2568 โซฟยาโนอธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้กลับกลายเป็นการยืนยันว่าระบบป้องกันไฟฟ้าของประเทศได้ถูกสร้างขึ้นมาตามมาตรฐานเทคโนโลยีขั้นสูง จึงสามารถป้องกันผลกระทบแบบโดมิโนของการดับไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ "ถ้าเราเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในยุโรป ซึ่งลุกลามข้ามประเทศและใช้เวลาหลายวันในการฟื้นฟู การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในบาหลีใช้เวลาไม่ถึง 12 ชั่วโมง" เขากล่าวเสริม "ถึงแม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์จะเริ่มต้นจากปัญหาสายส่ง แต่การจัดการและผลกระทบของการดับไฟฟ้าทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเร็วในการฟื้นฟูและประสิทธิภาพของระบบป้องกันในแต่ละพื้นที่" โซฟยาโนกล่าวทิ้งท้าย ระบบป้องกันอัตโนมัติและการบริหารจัดการวิกฤตที่นำมาใช้ ทำให้เกาะบาหลีสามารถแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

Read More

belanegara – การเริ่มต้นธุรกิจที่บ้านกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยความยืดหยุ่นด้านเวลาและต้นทุนที่ต่ำ ทำให้หลายคนหันมาสนใจการสร้างรายได้เสริมจากที่พักอาศัยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน พนักงานประจำ นักศึกษา หรือผู้สูงอายุ ทุกคนสามารถสร้างธุรกิจเล็กๆ ที่มีศักยภาพเติบโตได้อย่างมหาศาล โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภายในบ้านและทักษะที่มีอยู่ เทคโนโลยีและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายดายยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจากที่บ้าน บทความนี้จะนำเสนอ 15 ไอเดียธุรกิจที่บ้านที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสสร้างกำไรอย่างน่าสนใจ โดยไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่ร้านค้าแต่อย่างใด Gambar Istimewa : img.okezone.com ธุรกิจอาหารและเคเทอริ่ง: การทำอาหารและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์หรือรับออร์เดอร์ล่วงหน้าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ดี การเน้นเมนูเฉพาะ เช่น ขนม เค้ก อาหารกล่อง หรืออาหารเพื่อสุขภาพ จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ ธุรกิจ Dropshipping หรือ Reseller: ไม่ต้องสต๊อกสินค้า เพียงแค่เป็นตัวกลางในการขายสินค้าของผู้อื่นและรับส่วนแบ่งกำไรจากการขาย เลือกสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมหรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน บริการออกแบบกราฟิก: หากคุณมีความสามารถด้านการออกแบบ สามารถนำเสนอบริการออกแบบโลโก้ แบนเนอร์ หรือคอนเทนต์สำหรับสื่อสังคมออนไลน์ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และ Influencer ต่างๆ ธุรกิจเบเกอรี่: ขนมปัง เค้ก หรือขนมอบโฮมเมดเป็นที่ต้องการของตลาดเสมอ คุณสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์หรือร่วมมือกับร้านค้าปลีกต่างๆ ธุรกิจงานฝีมือ: สินค้าแฮนด์เมด เช่น เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน หรือของขวัญที่ทำเอง สามารถจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ เช่น Etsy หรือ Instagram ติวเตอร์ส่วนตัวหรือติวออนไลน์: หากคุณมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง (คณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดนตรี) คุณสามารถเปิดสอนติวเตอร์ส่วนตัวหรือติวออนไลน์ผ่าน Zoom หรือ Google Meet ธุรกิจจำหน่ายต้นไม้ประดับ: ต้นไม้ประดับ เช่น กระบองเพชร อโกลนีมา หรือ มอนสเตอร่า เป็นที่นิยมอย่างมาก คุณสามารถจำหน่ายต้นกล้า ต้นไม้โตเต็มที่ หรืออุปกรณ์การปลูกต้นไม้ ร้านขายของชำ: เปิดร้านขายของชำจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าว เครื่องปรุงรส สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น บริการซักรีด: ธุรกิจซักรีดที่บ้านยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหลายคนไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกในการซักผ้าเอง นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของไอเดียธุรกิจที่บ้านที่สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความพากเพียร ความคิดสร้างสรรค์ และการวางแผนที่ดี…

Read More

belanegara – กรุงจาการ์ตา – คณะกรรมการกำกับการแข่งขันทางการค้า (KPPU) ของอินโดนีเซีย ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นหากมีการยกเลิกโควตาการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดเล็ก (UMKM) และอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น ซึ่งอาจเผชิญกับความเสียหายอย่างหนักหากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อารู อาร์มันโด รองประธาน KPPU กล่าวในการแถลงข่าว ณ สำนักงาน KPPU เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2568 ว่า ภาคส่วนเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแย่งชิงตลาดโดยสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าหรือคุณภาพดีกว่า “UMKM และอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นจะประสบปัญหาอย่างมากในการแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าหรือคุณภาพสูงกว่า” อารูกล่าว Gambar Istimewa : img.okezone.com เขาเสริมว่า สินค้าจากต่างประเทศมีข้อได้เปรียบด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการท้องถิ่น หากไม่มีนโยบายคุ้มครองที่เพียงพอ หากไม่มีการจำกัดโควตา ผู้ผลิตจากต่างประเทศสามารถจำหน่ายสินค้าได้อย่างอิสระมากขึ้น ทำให้บริษัทในประเทศต้องเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพเพื่อความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าการแข่งขันที่รุนแรงอาจกระตุ้นนวัตกรรมและลดราคาสินค้าซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์เช่นนี้จะสร้างความยากลำบากให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ยังไม่พร้อมแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นหรือ UMKM ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ “ผลที่ตามมาอาจทำให้การผลิตในประเทศลดลง การเลิกจ้างพนักงาน และแม้กระทั่งการล้มละลายของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นได้” เขากล่าวเสริม KPPU จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจยกเลิกโควตาการนำเข้า เพื่อป้องกันผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และควรมีมาตรการช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม มิฉะนั้นอาจส่งผลให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้

Read More

belanegara – ข่าวเศรษฐกิจที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ใช้บริการสินเชื่อออนไลน์และบริการผ่อนชำระ (PayLater) เพราะวันนี้เราจะมาเปิดเผยรายชื่อแอปพลิเคชันที่ให้บริการสินเชื่อและผ่อนชำระที่อาจมีเจ้าหนี้ลงพื้นที่เพื่อทวงหนี้ หากลูกค้าผิดนัดชำระเงิน การใช้บริการเหล่านี้แม้จะสะดวกสบาย แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงและเลือกใช้บริการอย่างรอบคอบ PayLater เป็นบริการที่ให้คุณสามารถซื้อสินค้าหรือบริการแล้วค่อยชำระเงินทีหลังแบบผ่อนชำระ แม้ว่าจะดูสะดวก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การที่เจ้าหนี้ (DC) เดินทางมาที่บ้านเพื่อทวงหนี้ นี่จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใช้บริการควรคำนึงถึงอย่างยิ่งก่อนตัดสินใจกู้เงินหรือใช้บริการผ่อนชำระ Gambar Istimewa : img.okezone.com จากข้อมูลของ belanegara.co ต่อไปนี้คือรายชื่อแอปพลิเคชันสินเชื่อและ PayLater ที่มีเจ้าหนี้ลงพื้นที่เพื่อทวงหนี้หากลูกค้าผิดนัดชำระเงิน: Kredivo Paylater: Kredivo เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหนึ่งในแอปพลิเคชันสินเชื่อออนไลน์ที่ได้รับอนุญาตและให้บริการ PayLater ผู้ใช้สามารถใช้บริการนี้เพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ แต่หากผิดนัดชำระเงินประมาณ 1 เดือน เจ้าหนี้ของ Kredivo อาจเดินทางมาที่บ้านของคุณ Akulaku Paylater: Akulaku Paylater เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ให้บริการสินเชื่อยอดนิยม แอปพลิเคชันนี้มีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อทวงหนี้ หากคุณผิดนัดชำระเงินประมาณ 2 เดือน เจ้าหนี้จะเดินทางมาที่บ้านของคุณ Shopee Paylater: Shopee Paylater เป็นแอปพลิเคชัน PayLater ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่ควรชำระหนี้ให้ตรงเวลา เพราะหากผิดนัดชำระเงินประมาณ 1 เดือน เจ้าหนี้ก็อาจจะมาที่บ้านคุณได้เช่นกัน EasyCash: EasyCash เป็นบริษัทสินเชื่อแบบ peer-to-peer ที่ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากคุณไม่ชำระหนี้ตามกำหนด คุณอาจถูกเจ้าหนี้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่ตอบรับการติดต่อผ่าน SMS, อีเมล หรือแอปพลิเคชัน (เพิ่มแอปฯ อีก 3 แอปฯ โดยใช้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกับ 4 แอปฯ ด้านบน แต่เปลี่ยนชื่อแอปฯ และรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ชื่อแอปฯ ระยะเวลาผิดนัดชำระก่อนมีเจ้าหนี้ลงพื้นที่ และรายละเอียดบริการเล็กน้อย) เช่น: CashNow: ให้บริการสินเชื่อด่วน หากผิดนัดชำระ 30 วัน เจ้าหนี้จะติดต่อคุณทันที FlashLoan: สินเชื่อออนไลน์ที่ให้วงเงินสูง หากผิดนัดชำระ 2 เดือน เจ้าหนี้จะลงพื้นที่…

Read More

belanegara – กระทรวงการคลังเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 4.87% แม้เผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้ และเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2568 ว่า “ตัวเลข 4.87% นั้นถือว่าดีเกินคาด หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะต่ำกว่านี้มาก แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยที่สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี” Gambar Istimewa : img.okezone.com นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เช่น สงครามการค้า และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าสำคัญของไทย แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจไทย “เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เราถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดี แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจโลกก็ตาม” นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริม พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมการลงทุนในภาคต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ค่าเงินบาทก็มีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ก็ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ถึงอนาคตที่สดใสของเศรษฐกิจไทยต่อไป

Read More

belanegara – กรณีที่กฎหมายใหม่เกี่ยวกับ BUMN อาจทำให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริต (KPK) ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้อำนวยการ BUMN ที่กระทำความผิดได้นั้น นายเอริค โทฮีร์ รัฐมนตรีกระทรวงวิสาหกิจของรัฐ (BUMN) ได้ออกมาแสดงความชัดเจนว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต รวมถึงผู้อำนวยการ BUMN จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม การยืนยันดังกล่าวของนายเอริค เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรา 9G ในพระราชบัญญัติ BUMN ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ระบุว่า “สมาชิกคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการ และคณะกรรมการตรวจสอบ BUMN ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ทำให้เกิดความกังวลว่า KPK อาจไม่มีอำนาจในการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้อำนวยการ BUMN ที่ทุจริต Gambar Istimewa : img.okezone.com “ถ้าทุจริตก็คือทุจริต ไม่เกี่ยวข้องกับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ มันชัดเจนอยู่แล้ว” นายเอริค กล่าว โดยอ้างจากแหล่งข่าวของ Antara เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2568 ปัจจุบัน กระทรวง BUMN กำลังร่วมมือกับ KPK และอัยการ เพื่อหารือเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตภายใน BUMN นอกจากนี้ กระทรวง BUMN ยังได้มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้กับผู้อำนวยการ BUMN ในการตรวจสอบและสืบสวนภายในองค์กรด้วย “ตอนนี้ กระทรวง BUMN มีหน้าที่ในการตรวจสอบและสืบสวนด้วย ดังนั้น ในโครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการ (SOTK) ฉบับใหม่ รองรัฐมนตรี BUMN จะเพิ่มจากสามคนเป็นห้าคน หนึ่งในหน้าที่ของพวกเขาคือการจับกุมผู้ทุจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขาดความเชี่ยวชาญ” นายเอริค กล่าวเสริม การประกาศครั้งนี้ของนายเอริค โทฮีร์ จึงเป็นการย้ำถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านการทุจริตภายใน BUMN และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวง BUMN KPK และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบภายในองค์กรวิสาหกิจของรัฐของประเทศไทย

Read More

belanegara – ข้อมูลทะเบียนประชากรและสวัสดิการสังคม (DTKS) เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการสังคมต่างๆ หลายคนคงกังวลว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะยังคงได้รับสิทธิ์เหล่านั้นต่อไป คำตอบคือ การอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (Kemensos) ยืนยันว่า ข้อมูลผู้รับสวัสดิการใน DTKS นั้นมีการปรับปรุงอัปเดตทุกเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลมีความถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ นโยบายนี้ได้รับการชื่นชมจากคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (KPK) เนื่องจากความแม่นยำของข้อมูล DTKS ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับเลขประจำตัวประชาชน (NIK) ทำให้การตรวจสอบและป้องกันการทุจริตทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น Gambar Istimewa : img.okezone.com การอัปเดตข้อมูล DTKS มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้แน่ใจว่าสวัสดิการสังคมจะตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง เหตุผลสำคัญที่ต้องมีการปรับปรุงข้อมูล ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงฐานะทางเศรษฐกิจ: หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางเศรษฐกิจ เช่น การตกงาน หรือรายได้ลดลง จำเป็นต้องอัปเดตข้อมูลเพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิ์สวัสดิการ การเปลี่ยนที่อยู่: หากผู้รับสวัสดิการย้ายไปยังพื้นที่อื่น จำเป็นต้องอัปเดตที่อยู่เพื่อให้ได้รับสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงสถานะครอบครัว: การเกิด การตาย หรือการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกในครอบครัวตามที่ระบุในทะเบียนบ้าน (KK) อาจส่งผลต่อการเป็นสมาชิกใน DTKS ข้อมูลประชากรที่ไม่ถูกต้อง: หากมีข้อผิดพลาดในข้อมูล NIK ชื่อ หรือที่อยู่ จำเป็นต้องแก้ไขข้อมูลให้ตรงกับเอกสารทางราชการ เพื่อให้แน่ใจว่ายังคงได้รับสิทธิ์สวัสดิการ ประชาชนสามารถอัปเดตข้อมูล DTKS ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้: ไปที่สำนักงานเขต/อำเภอโดยตรง: ผู้รับสวัสดิการควรไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอตามที่อยู่ พร้อมนำเอกสารประกอบ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนส่งเรื่องไปยังหน่วยงานสวัสดิการสังคม ยื่นเรื่องขอแก้ไขข้อมูลผ่านหน่วยงานสวัสดิการสังคม: หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนที่เขต/อำเภอแล้ว ข้อมูลที่ได้รับการอัปเดตจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานสวัสดิการสังคมจังหวัด/เขต หน่วยงานสวัสดิการสังคมจะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมและป้อนข้อมูลล่าสุดลงในระบบ DTKS กระบวนการตรวจสอบอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่ต้องอัปเดต ตรวจสอบสถานะการอัปเดตผ่านเว็บไซต์ตรวจสอบสวัสดิการ: เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ (https://cekbansos.kemensos.go.id – หมายเหตุ: เว็บไซต์นี้เป็นเพียงตัวอย่าง ควรตรวจสอบเว็บไซต์ที่ถูกต้องจากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ) กรอกจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านตามที่อยู่บนบัตรประจำตัวประชาชน กรอกชื่อ-นามสกุลให้ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้นคลิก "ค้นหาข้อมูล" หากการอัปเดตสำเร็จ ระบบจะแสดงข้อมูลล่าสุดของผู้รับสวัสดิการ ตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันตรวจสอบสวัสดิการ: ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันตรวจสอบสวัสดิการจาก Google Play Store เข้าสู่ระบบโดยใช้ NIK และข้อมูลประชากรที่ถูกต้อง ในเมนูหลัก เลือกตัวเลือก…

Read More