belanegara – ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารที่พุ่งสูงเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ กำลังกลายเป็นสัญญาณอันตรายที่รัฐบาลไม่อาจมองข้ามได้ หากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเร่งด่วน สถานการณ์นี้อาจกัดกินรายได้ของประชาชนไปได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปากท้องและการดำรงชีวิตของคนจำนวนมาก และอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
นางสาวโฮเซียนนา เอวาลิตา สิตุมอรัง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดานามอน อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว สัดส่วนรายได้ที่ประชาชนใช้จ่ายไปกับอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ แต่หากราคาอาหารไม่ได้รับการควบคุม สัดส่วนนี้อาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเฟ้อด้านอาหาร จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

เธอยกตัวอย่างว่า รัฐบาลสามารถควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ เนื่องจากจัดอยู่ในหมวดหมู่ราคาที่ถูกกำกับดูแล เช่นเดียวกับค่าไฟฟ้าและค่าขนส่ง ทว่า สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) การเคลื่อนไหวของราคาจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply) และอุปสงค์ (demand) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนกว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียเองก็มีเป้าหมายเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ บวก/ลบ 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ได้ยกกรณีศึกษาหลังการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2565 (2022) ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมา และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan/NPL) สาเหตุหลักมาจากราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นได้กัดกินรายได้ของประชาชน ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ผ่อนชำระต่างๆ รวมถึงการผ่อนรถจักรยานยนต์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่าปัญหาสินค้าแพงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของค่าครองชีพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนอีกด้วย
เธอกล่าวเสริมว่า "หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนสินเชื่อแพงขึ้น และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ก็เพิ่มขึ้น" ซึ่งเป็นวงจรที่อันตรายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม "เมื่อกำลังซื้อของประชาชนลดลง การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ย่อมชะลอตัวลงตามไปด้วย" เพราะการจับจ่ายใช้สอยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
จากมุมมองของภาคธุรกิจ การที่ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การที่บริษัทต้องลดกำลังการผลิต หรือแม้กระทั่งการเลิกจ้างพนักงานในที่สุด เพื่อรักษาสภาพคล่องและผลกำไร สถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกและรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตปากท้องครั้งนี้บานปลายจนส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว รายงานโดย belanegara.co