belanegara – จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรงของทีมชาติอังกฤษ สร้างความฮือฮาอีกครั้งในศึกฟุตบอลโลก 2026 ด้วยสองประตูสุดสำคัญที่ช่วยให้ "สิงโตคำราม" เขี่ยทีมชาตินอร์เวย์ตกรอบในศึกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไม่เพียงแต่พาอังกฤษทะยานสู่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น แต่ฟอร์มอันร้อนแรงของเขายังส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด สร้างสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกอย่างน่าทึ่งอีกด้วย
สองประตูที่เบลลิงแฮมทำได้ในเกมล่าสุด ทำให้ยอดรวมประตูส่วนตัวของเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้เพิ่มเป็น 6 ลูก และเมื่อรวมกับผลงานของเพื่อนร่วมทีมจากเรอัล มาดริดคนอื่นๆ ยอดรวมประตูที่นักเตะจากสโมสรเดียวทำได้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้พุ่งสูงถึง 19 ประตู ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ไม่เคยมีสโมสรใดทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์การแข่งขันมหกรรมลูกหนังโลก

ตัวเลข 19 ประตูนี้ ทำลายสถิติเดิมที่ 18 ประตู ซึ่งเคยถูกบันทึกไว้โดยสโมสรฮอนเวด (Honvéd) ในฟุตบอลโลกปี 1954, บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) ในปี 2014 และปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ในฟุตบอลโลก 2022
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการผนึกกำลังของเหล่าซูเปอร์สตาร์จากถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว โดยมีคีเลียน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมด้วย 8 ประตู ตามมาด้วยเบลลิงแฮม 6 ประตู และวินิซิอุส จูเนียร์ (Vinícius Júnior) ที่ยิงไป 4 ประตูก่อนที่บราซิลจะตกรอบ นอกจากนี้ อาร์ดา กือแลร์ (Arda Güler) ยังทำได้ 1 ประตูให้กับตุรกีในรอบแบ่งกลุ่ม ขณะที่บราฮิม ดิอาซ (Brahim Diaz) และเดนเซล ดุมฟรีส์ (Denzel Dumfries) ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์เกมด้วยแอสซิสต์ตลอดทัวร์นาเมนต์
ย้อนรอยไปดูสถิติเดิม ฮอนเวดในปี 1954 ทำ 18 ประตูได้ส่วนใหญ่จากความคมของซานดอร์ คอคซิส (Sándor Kocsis) ที่ยิงคนเดียว 11 ลูก ส่วนบาเยิร์น มิวนิคในปี 2014 มีโธมัส มุลเลอร์ (Thomas Müller) เป็นกำลังหลักด้วย 5 ประตู และปารีส แซงต์-แชร์กแมงในปี 2022 ที่กาตาร์ ก็ทำสถิติเทียบเท่าได้จาก 8 ประตูของเอ็มบัปเป้ และ 7 ประตูของลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi)
ฟอร์มอันโดดเด่นของเบลลิงแฮมไม่ได้เพิ่งมาฉายแสง แต่ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว โดยเขายิง 2 ประตูใส่เม็กซิโกที่เอสตาดิโอ อัซเตกา และมาทำซ้ำได้อีกครั้งในเกมกับนอร์เวย์ที่ไมอามี ด้วยวัยเพียง 23 ปี 12 วัน ทำให้เบลลิงแฮมกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับสองที่สามารถยิงได้อย่างน้อย 2 ประตูในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกสองนัดติดต่อกัน โดยเป็นรองเพียงเปเล่ (Pelé) ตำนานชาวบราซิลที่ทำได้ตอนอายุ 17 ปี ในฟุตบอลโลก 1958 เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น 6 ประตูที่เขาสะสมมาได้ ยังทำให้เขาทาบสถิติของฮาเมส โรดริเกซ (James Rodríguez) ในฐานะกองกลางที่ยิงประตูได้มากที่สุดในฟุตบอลโลกหนึ่งสมัย และยังเทียบเท่าแกรี่ ลินิเกอร์ (Gary Lineker) ในฐานะนักเตะอังกฤษที่ยิงประตูได้มากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับนานาชาติ ด้วยจำนวน 6 ประตูเท่ากัน
การที่อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ทำให้โอกาสของเบลลิงแฮมในการเพิ่มสถิติประตูส่วนตัวยังคงเปิดกว้างอย่างมาก เขายังมีโอกาสที่จะขยายสถิติการทำประตูของเรอัล มาดริดให้สูงขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกัน การแข่งขันเพื่อแย่งชิงรางวัลรองเท้าทองคำในฟุตบอลโลก 2026 ก็ยังคงเข้มข้น โดยเบลลิงแฮมรั้งอันดับสองด้วย 6 ประตู ตามหลังคีเลียน เอ็มบัปเป้ เพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริด ที่นำอยู่ด้วย 8 ประตู
สถิติอันน่าทึ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลอันมหาศาลของเรอัล มาดริดในฟุตบอลโลก 2026 ที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักเตะเพียงคนเดียว แม้เอ็มบัปเป้จะเป็นเครื่องจักรผลิตประตูหลัก แต่การมีส่วนร่วมของเบลลิงแฮม, วินิซิอุส จูเน