belanegara – ท่ามกลางกระแสความนิยมในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าโจมตีผู้ใช้งานก็ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้นตามไปด้วย รายงานความปลอดภัย Web3 จาก Hacken บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบล็อกเชน เผยว่ากว่า 63% ของความเสียหายทั้งหมดจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 มีสาเหตุมาจากการโจมตีแบบฟิชชิ่ง (Phishing) และวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ซึ่งแซงหน้าการหลอกลวงกระเป๋าเงินดิจิทัล การโจมตี Smart Contract หรือการโจมตีทางเทคนิคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
ความเสียหายรวมจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย Web3 ตลอดช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 พุ่งสูงถึงประมาณ 482 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 306 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาจากการโจมตีแบบฟิชชิ่งและวิศวกรรมสังคม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการโจมตีของอาชญากรไซเบอร์ ที่หันมาใช้กลวิธีในการแสวงหาประโยชน์จาก ‘จุดอ่อนของมนุษย์’ มากกว่าการพยายามเจาะระบบเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

คุณอโลยเซีย เดียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า รูปแบบการโจมตีที่เปลี่ยนไปนี้เห็นได้ชัดจากการระบาดของกลโกงที่แอบอ้างเป็นฝ่ายสนับสนุนลูกค้า (Customer Support หรือ CS) ของแพลตฟอร์มต่างๆ โดยอาชากรจะใช้ความน่าเชื่อถือที่ผู้ใช้งานมีต่อแพลตฟอร์ม เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน, PIN, รหัส OTP หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ที่ละเอียดอ่อน
คุณอโลยเซีย เดียน กล่าวเน้นย้ำว่า "ปัจจุบัน อาชญากรไซเบอร์ไม่ได้มองหาช่องโหว่ในระบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาช่องโหว่ในตัวมนุษย์ด้วย กลโกง CS ปลอมเป็นรูปแบบหนึ่งของวิศวกรรมสังคมที่อาศัยความตื่นตระหนกและความไว้ใจของผู้ใช้งาน เพื่อให้พวกเขายินยอมมอบสิทธิ์เข้าถึงบัญชีของตนเองโดยสมัครใจ" สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้กลโกงฟิชชิ่งที่แอบอ้างเป็น CS ยิ่งแยกแยะได้ยากขึ้น อาชญากรสามารถใช้เทคโนโลยี AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในการสร้างอีเมล ข้อความ หรือแม้แต่การสื่อสารที่ดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือได้อย่างไร้ที่ติ ทำให้เหยื่อแยกไม่ออกว่าการสื่อสารใดเป็นของจริง และการสื่อสารใดเป็นกลลวง