belanegara – ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี "พลาสติก" กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ขวดน้ำบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ แต่แล้วจู่ๆ ราคาของวัสดุสำคัญนี้กลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจ จนหลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลัง? ทีมข่าว belanegara.co ได้เจาะลึกถึงต้นตอของปัญหานี้ และพบว่าความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบพลาสติกทั่วโลกต้องสะดุด
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPS) เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อินโดนีเซียมีการนำเข้าพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก (รหัส HS 39) มูลค่าสูงถึง 873.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 14.78 ล้านล้านรูเปียห์ (อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 16,927 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างมหาศาล

ประเทศผู้ส่งออกพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกรายใหญ่ที่สุดมายังอินโดนีเซียในเดือนดังกล่าวคือ จีน ด้วยมูลค่า 380.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามมาด้วย "ประเทศไทย" ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 82.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ 66.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าวิกฤตการณ์วัตถุดิบย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อหลายประเทศ
หัวใจสำคัญของปัญหาอยู่ที่ "แนฟทา" (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตพลาสติกหลากหลายชนิด โดยประมาณ 70% ของแนฟทาทั่วโลกมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์โจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานของแนฟทา ส่งผลให้การขนส่งและการผลิตหยุดชะงัก
ผลพวงจากความตึงเครียดนี้ทำให้ราคาแนฟทาทะยานขึ้นเกือบ 45% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน จากที่เคยอยู่ที่ประมาณ 630 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันในเดือนกุมภาพันธ์ พุ่งขึ้นไปแตะ 917 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 และราคายังคงมีความผันผวนอย่างมากในแต่ละวัน บ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในตลาดโลก
ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แนฟทาเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการผลิตสารเคมีพื้นฐานหลายชนิด เช่น บิวทาไดอีน (Butadiene) ที่ใช้ในการผลิตถุงมือยางและยางรถยนต์ รวมถึงเอทิลีน (Ethylene) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของโพลีเอทิลีน (Polyethylene) ที่เราคุ้นเคยกันดีในรูปของขวดพลาสติก ภาชนะบรรจุ และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีโพรพิลีน (Propylene) ที่ใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์ ของเล่น และบรรจุภัณฑ์อีกด้วย การที่วัตถุดิบเหล่านี้มีราคาสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย
แม้ว่ารัฐบาลจะยังคงตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไว้ เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากวัตถุดิบที่ไม่ใช่น้ำมันเชื้อเพลิงเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองด้วยนโยบายอุดหนุนใดๆ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจส่งผลให้ราคาสินค้าปลายทางสูงขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในที่สุด