belanegara – กระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซียได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7.5 หมื่นล้านรูเปียห์ (เทียบเท่าประมาณ 1.7 แสนล้านบาทไทย) ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade – ART) ระหว่างอินโดนีเซียและสหรัฐฯ ว่าเป็นความร่วมมือทางธุรกิจแบบภาคเอกชนต่อภาคเอกชน (Business-to-Business – B2B) อย่างแท้จริง และไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน (APBN) แต่อย่างใด
นายฮาร์โย ลิมานเซโต โฆษกกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ ได้ย้ำชัดเจนว่า รัฐบาลมีบทบาทเพียงแค่เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานคุณภาพของสินค้าเท่านั้น ส่วนการทำธุรกรรมทั้งหมดนั้นดำเนินการโดยภาคเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ โดยพิจารณาจากปัจจัยทางการค้าเป็นหลัก

"รัฐบาลขอยืนยันว่า การอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเกษตรมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้กรอบข้อตกลง ART ระหว่างอินโดนีเซีย-สหรัฐฯ เป็นเพียงการสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ความร่วมมือทางธุรกิจแบบ B2B ระหว่างผู้ประกอบการอินโดนีเซียและสหรัฐฯ เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ใช่การจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้งบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด" นายฮาร์โยกล่าวที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569
การเคลื่อนไหวเพื่ออำนวยความสะดวกครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล เพื่อรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย
ในปี 2568 (2025) มูลค่าการส่งออกของอินโดนีเซียไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออกรวมทั่วโลกของประเทศ นายฮาร์โยกล่าวเสริมว่า การใช้แนวทางการค้าที่สมดุลเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินโดนีเซียในตลาดอเมริกา
"การรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ผ่านแนวทางการค้าที่สมดุล ถือเป็นก้าวที่สมเหตุสมผลเพื่อปกป้องขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ" นายฮาร์โยกล่าวทิ้งท้าย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลทางการค้าเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของชาติ ตามรายงานจาก belanegara.co
