belanegara – PT Bank Tabungan Negara (Persero) Tbk (BTN) ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซีย กำลังขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้านการเงินที่ยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าหมายสนับสนุนการสร้างบ้านประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 20,000 ยูนิตภายในปี 2026 ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนถึงพันธกิจของธนาคารในการยกระดับการธนาคารสีเขียว (Green Banking) เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต พร้อมทั้งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากคาร์บอนฟุตพริ้นท์
นายเซติโย วิโบโว ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยงของ BTN เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2025 ที่ผ่านมา BTN ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับการก่อสร้างบ้านลดการปล่อยมลพิษไปแล้วกว่า 11,000 ยูนิต โดยความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ เลกอก (บันเตน), ซีเลืองซี (กาบูบาเต็น โบกอร์), เมดาน, เซมารัง, ซีเรบอน และเบกาซี

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมาย 20,000 ยูนิต หรืออาจจะถึง 30,000 ยูนิตได้” นายเซติโยกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (5 กุมภาพันธ์ 2026) พร้อมเสริมว่า “สำหรับปี 2029 เราตั้งเป้าไว้ที่ 150,000 ยูนิต และภายในปี 2030 เราคาดหวังว่าจะแตะ 200,000 ยูนิต”
โครงการ "บ้านลดการปล่อยมลพิษ" (Rumah Rendah Emisi) ของ BTN ได้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2024 โดยร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายราย และตั้งเป้าหมายเบื้องต้นที่ 1,000 ยูนิตภายในสามเดือน ซึ่งประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โครงการที่ดำเนินมาเป็นเวลาสองปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรสตาร์ทอัพหลายแห่งที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-friendly) จากขยะพลาสติกที่ไร้มูลค่า
ในบรรดาสตาร์ทอัพผู้ผลิตวัสดุรักษ์โลกเหล่านี้ ได้แก่ Rebrick, Plustik และ Green Brick ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมขยะพลาสติก เช่น ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองสบู่และแชมพู นำมาแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับพื้น ทางเท้า และผนังบ้าน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดมลพิษและปริมาณขยะที่มักมาจากครัวเรือน
“แม้ผู้ผลิตแต่ละรายจะมีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน แต่พวกเขากลับเติมเต็มซึ่งกันและกัน ด้วยโครงการบ้านลดการปล่อยมลพิษนี้ เรากำลังสร้างสตาร์ทอัพใหม่ๆ ในภาคการรีไซเคิลพลาสติก” นายเซติโยกล่าว “เรากำลังมองหาผู้ประกอบการในทุกภูมิภาค เพราะธุรกิจนี้เป็นแบบมีส่วนร่วม ใครๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 11,000 ยูนิต หากต้องการไปให้ถึงหลักล้าน ย่อมต้องอาศัยการสนับสนุนจากสตาร์ทอัพอีกจำนวนมาก”