belanegara – หน่วยงานกำกับดูแลภาคบริการทางการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) ได้ออกโรงเตือนภัยถึงปรากฏการณ์ ‘โรแมนซ์สแกม’ หรือการหลอกลวงทางความรัก ซึ่งกำลังผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลที่แพร่หลายและสร้างความเสียหายอย่างหนักในระดับโลก และพิสูจน์แล้วว่าภัยคุกคามนี้ได้คืบคลานเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซียอย่างชัดเจน ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติถูกเปิดโปงที่ยอกยาการ์ตา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินมหาศาลแก่เหยื่อที่หลงเชื่อ
นางฟริเดริกา วิดยาสารี เดวี หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายกำกับดูแลพฤติกรรมผู้ประกอบธุรกิจบริการทางการเงิน การศึกษา และการคุ้มครองผู้บริโภคของ OJK ได้กล่าวเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 ว่า "มีการพิสูจน์แล้วในอินโดนีเซียว่าเพิ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ยอกยาการ์ตา ซึ่งมีการค้นพบเครือข่ายอาชญากรรมที่ดำเนินการในระดับสากล" คำเตือนนี้ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ไม่นานมานี้ กองบังคับการตำรวจเมืองยอกยาการ์ตาได้เข้าทลายเครือข่ายต้องสงสัยว่าเป็นการหลอกลวงทางความรัก หรือ ‘โรแมนซ์สแกม’ ข้ามชาติ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตสเลมัน จังหวัดยอกยาการ์ตา ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการจับกุมคาหนังคาเขาที่สำนักงานของบริษัท PT Altair Trans Service บนถนน Gito Gati เขต Ngaglik จังหวัดสเลมัน เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเผยให้เห็นถึงกลโกงที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ
ในการปฏิบัติการหลอกลวงครั้งนี้ กลุ่มอาชญากรได้ใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์ ซึ่งเป็นแอปฯ ที่ถูกโคลนมาจากแอปพลิเคชันต้นฉบับจากจีนที่ชื่อว่า WOW พนักงานของบริษัทดังกล่าวถูกว่าจ้างให้ทำหน้าที่เป็นแอดมินสนทนา โดยสวมบทบาทเป็นหญิงสาว และปรับเปลี่ยนตัวตนให้เข้ากับประเทศต้นทางของเหยื่อหรือผู้ใช้งาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและผูกมัดทางอารมณ์กับเป้าหมาย
เป้าหมายหลักคือการชักจูงให้ผู้ใช้งานแอปพลิเคชันยินยอมที่จะซื้อเหรียญ หรือ ‘เติมเงิน’ (top up) เพื่อส่ง ‘ของขวัญ’ (gift) ที่มีอยู่ในแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นกลไกในการดูดเงินจากเหยื่ออย่างแยบยล โดยอาศัยความรู้สึกผูกพันและความหวังในความสัมพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจอมปลอม การหลอกลวงในลักษณะนี้ได้สร้างความเสียหายทางการเงินรวมแล้วกว่า 49,000 ล้านรูเปียห์ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 110 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของอาชญากรรมไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปที่จิตใจและทรัพย์สินของผู้คนในยุคดิจิทัล.